ตัวอย่างบทคัดย่องานวิจัย

 

                     ตัวอย่างบทคัดย่องานวิจัย

 

1. ชื่อเรื่อง                         การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์  ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์  เพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา   ของนักเรียน

                                      ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้วิจัย                            นางสาวประภัสรา  โคตะขุน

อาจารย์ที่ปรึกษา          อาจารย์ ดร.สมชาย  วรกิจเกษมสกุล

อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีสุรางค์  ทีนะกุล

ปริญญา                       ครุศาสตรมหาบัณฑิต 

ปีการศึกษา                 2545

 

บทคัดย่อ

 

    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์  ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์   เพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาและศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน  ภายหลังได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอน  ที่พัฒนาขึ้น

             ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน  ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัตติวิสม์  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านอูบมุง  อำเภอหนองวัวซอ  จังหวัดอุดรธานี  จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แผนการสอน  เรื่อง  ระบบสมการเชิงเส้น  ที่เน้นกระบวนการ  ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์แบบบันทึกการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ 

การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  และการทดสอบค่าที  ผลการวิจัย  พบว่า

             1. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์  ที่พัฒนาขึ้นตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์ในภาพรวม  เท่ากับ  88.89 / 81.67  เฉพาะเด็กเก่ง  เท่ากับ  97.79 / 92.00  และเด็กปานกลาง  เท่ากับ  89.64 / 85.00  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  ส่วนเด็กอ่อน  เท่ากับ  78.23 / 63.33   ซึ่งมีประสิทธิภาพของผลลัพธ์

โดยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

             2. นักเรียนทั้งเด็กเก่ง  เด็กปานกลางและเด็กอ่อน  มีพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ภายหลังได้รับการสอนสูงกว่าก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ .01  และมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ดี 

 

 

 

2. ชื่อเรื่อง                   ผลการใช้กิจกรรมการเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้  5E  ของ  BSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ของนักเรียน

                                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้วิจัย                                     นางนันทกา   คันธิยงค์

อาจารย์ที่ปรึกษา                รองศาสตราจารย์ ดร.สมคิด   สร้อยน้ำ

อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม        อาจารย์ ดร.ชาติชาย  ม่วงปฐม

ปริญญา                               ครุศาสตรมหาบัณฑิต

ปีการศึกษา                2547

 

บทคัดย่อ

 

      การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน  หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ  80  ของคะแนนเต็ม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โดยใช้กิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้  5E  ของ  BSCS

                      ดำเนินการโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว  ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านบกโนนเรียง  อำเภอเมือง  จังหวัดหนองบัวลำภู  จำนวน  40  คน  ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง พลังงาน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  และการทดสอบค่าที  ผลการวิจัยพบว่า

                      1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้  5E  ของ  BSCS มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ  80  ของคะแนนเต็ม  ปรากฏว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ81.20  ซึ่งไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

                      2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้  5E  ของ  BSCS มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ  80  ของคะแนนเต็ม  ปรากฏว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย  คิดเป็นร้อยละ  81.00  ซึ่งไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 

 

 

3. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสมสวาท โพธิ์กฎ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ปัญหาที่พบคือ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะอยู่ในระดับต่ำ และมีทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือน้อยมาก

จากปัญหาดังกล่าวหากใช้ความพยายามพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมด้านการเรียนรู้และ

ทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือ ในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ให้หลากหลายและเหมาะสมคงจะช่วยใน

การแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเปรียบเทียบ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาเจตคติ ที่มีต่อการเรียนรู้นาฏศิลป์

และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนกุดชุมวิทยาคม จำนวน 36 คน ซึ่งได้มา

จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 5 ชนิด

ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 แผน ใช้เวลาจัดกิจกรรมแผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบ

วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.75 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 แบบเติมคำตอบ

จำนวน 9 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.55 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.77

แบบวัดทักษะการปฏิบัติ จำนวน 7 ข้อ 1 ฉบับ แบบวัดเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ที่มีต่อการเรียนรู้นาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.38 ถึง 0.56 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 แบบสอบถามความพึงพอใจของ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้

ศิลปะ 1 ฉบับ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.54 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ( Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.52 ถึง 77.50

ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6501 แสดงว่านักเรียนมี

ความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 65.01

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ

ทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีเจตคติต่อการเรียนนาฏศิลป์โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง

5. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวม

อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน มีทักษะการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือและให้ความร่วมมือในการเรียนดีขึ้น สามารถใช้เป็น

แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้ จึงควรส่งเสริม

สนับสนุนให้ครูนำแผนนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นต่อไป

 

 

4. ชื่อเรื่อง ผลการเรียนด้วยโปรแกรมบทเรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD

และเทคนิค TGT เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างไม้ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนและการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ที่มีเพศต่างกัน

ผู้วิจัย นายสิริมาศ ราชภักดี

กรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยยศ เรืองสุวรรณ และ

รองศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สุขศรีงาม

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา เทคโนโลยีการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยียังขาด

สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เนื้อหาวิชาและเกิดทักษะ

กระบวนการในการปฏิบัติงาน ทำให้ผู้เรียนขาดการคิดวิเคราะห์และพิจารณาไตร่ตรองในการ

วางแผนการทำงาน จึงทำให้การเรียนการสอนไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การวิจัยครั้งนี้จึง

มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาโปรแกรมบทเรียน และเปรียบเทียบผลการเรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์

ช่างไม้ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 1 ที่มีเพศต่างกัน จำนวน 79 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ โปรแกรมบทเรียน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์

ช่างไม้ แผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน โดยใช้การเรียน

แบบร่วมมือเทคนิค STAD และใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT จำนวนกลุ่มละ 8 แผน แผน

ละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เครื่องมือและ

วัสดุอุปกรณ์ช่างไม้ จำนวน 40 ข้อ และแบบทดสอบวัดการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์จำนวน 5 ด้าน

54 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test,

F-test (Two –way ANCOVA และ Two-way MANCOVA)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. โปรแกรมบทเรียน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างไม้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.93/81.92

2. ดัชนีประสิทธิผลของโปรแกรมบทเรียน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างไม้

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7156 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็น

ร้อยละ 71.56

3. นักเรียนโดยส่วนรวม นักเรียนชาย และนักเรียนหญิง ที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียน และคะแนนเฉลี่ยการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์หลังเรียนโดยรวมและรายด้าน 5 ด้านเพิ่มขึ้นจาก

ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่มีเพศต่างกันและเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือต่างกัน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์โดยรวมและเป็นราย 5 ด้าน

ไม่แตกต่างกัน และไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและรูปแบบการเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์

5. นักเรียนโดยส่วนรวม นักเรียนชาย นักเรียนหญิง ที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT มีความคงทนในการเรียนรู้ไม่แตกต่าง

กัน

โดยสรุป โปรแกรมบทเรียนที่ใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค TGT

มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิด

เชิงวิพากษ์วิจารณ์ ความคงทนในการเรียนรู้ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้

ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จัดการเรียนการสอนด้วยโปรแกรมบทเรียนที่ใช้เทคนิคการร่วมมือ

ดังกล่าว

 

 

5. ชื่อเรื่อง ผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาดภาพ

เชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายวิบูลย์ จรูญพันธุ์

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.นิราศ จันทรจิตร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียน

ได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ รวมทั้งการพัฒนาการทำงานเป็นกลุ่ม การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี

ต่อกันเพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี

ความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาด

ภาพเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์

และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD

เรื่อง การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โรงเรียนบ้านโคกก่องดอนทองวิทยา อำเภอคอนสวรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ

เขต 1 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่

แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.21-0.73 มีค่าความ

เชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.75 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ( rxy ) ตั้งแต่ 0.35 – 0.69

มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง

การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ

86.66/83.85 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6387 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการ

เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง การวาดภาพเชิงสร้างสรรค์

กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ส่งผลให้ผู้เรียน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และผู้เรียนมีความพึงพอใจในการเรียนรู้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้

ร่วมกันเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพ ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้

ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น

 

 

6. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สำนวน สุภาษิต

และคำพังเพย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ์ตูนประกอบกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางนิรมล สมตัว

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ภาพการ์ตูนประกอบด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการกลุ่ม

โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ผลสำเร็จของการเรียนรู้ อยู่ที่ความ

ร่วมมือของสมาชิกในกลุ่ม การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาแผนการการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องสำนวนสุภาษิต และคำพังเพย ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้

การ์ตูนประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการ

เรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมแพชนูปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่นเขต 5 จำนวน

30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน

30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.68 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 แบบวัดการ

เรียนรู้ดว้ ยตนเอง จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.70 และมีค่าความเชื่อมั่นทงั้

ฉบับเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ

ทดสอบสมมุติฐานด้วย t - test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สำนวน

สุภาษิต และคำพังเพย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ์ตูนประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มแบบ STAD

มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.02/ 81.00

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สำนวน

สุภาษิต และคำพังเพย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.6952

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ .01

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องสำนวน สุภาษิต และคำพังเพย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การ์ตูนประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ แบบ STAD มีประสิทธิภาพ

และประสิทธิผล สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้นี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้

อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

7. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรัตติกร ภิรมย์ไกรภักดิ์

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นแนวทางการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

และส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้จึง

มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหา

ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย 3) เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเอง

ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4) เพื่อศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 50 คน

ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 8 แผน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมโดยรวมเท่ากับ 4.43 แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.24 ถึง 0.69 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 แบบวัดความเชื่อมั่นในตนเอง

จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.34 ถึง 0.75 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ใน

การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.95/ 80.20

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย มีค่าเท่ากับ 0.6217

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความเชื่อมั่นในตนเอง อยู่ในระดับมาก

4. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นที่น่าพอใจ นักเรียนสามารถ

ปฏิบัติงานกลุ่มร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขสนุกสนานกับกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี

โดยสรุป การนำกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ ส่งผลให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

 

8. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการใช้คำสมาสและคำสนธิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายหัสชัย เปาะวัน

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2549

บทคัดย่อ

ภาษาไทยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร และเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของนักเรียน

ดังนั้นจึงควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามอักขรวิธี แต่จากการศึกษาสภาพปัญหาการใช้ภาษาไทย

ของนักเรียนพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องการใช้คำสมาส และคำสนธิ ซึ่งเป็นคำ

ที่สร้างจากหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ทำให้ยากต่อการจดจำและเรียนรู้ ดังนั้น

ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงพัฒนาการใช้คำสมาสและคำสนธิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิดของ

เคมมิส และแมคแทกการ์ท 3 วงรอบ แต่ละวงรอบมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการ

ขั้นสังเกตการณ์ และขั้นสะท้อนผล ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าประกอบด้วยครูผู้สอนวิชาภาษาไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้องเรียน

36 คน ระยะเวลาที่ใช้ทำการศึกษาค้นคว้า เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1

มีนาคม 2549 รวมระยะเวลา 12 ชั่วโมง

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ผลจากการประเมินการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน

คิดเป็นร้อยละ 50.74 และหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 82.31 และผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละ

วงรอบสรุปได้ดังนี้ วงรอบที่ 1 ผู้ศึกษาค้นคว้าได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง การใช้

คำสมาส โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ตั้งใจ และสนใจเรียนดี

แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาที่พบในวงรอบนี้ คือ ในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน และขั้นสอน ครูผู้สอนใช้

เวลาในช่วงนี้มากเกินกว่าที่กำหนด รวมทั้งกิจกรรมที่นักเรียนต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมาย

ของคำศัพท์ และให้นักเรียนหาคำสมาสจากหนังสือพิมพ์ พบว่านักเรียนสนใจภาพหรือข่าวอื่น

มากกว่าสนใจเรื่องที่ครูให้ทำ นักเรียนบางคนไม่สนใจเรียน โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนอ่อนจะทำ

กิจกรรมต่าง ๆ ช้า กิจกรรมกลุ่มยังมีปัญหาคือเกี่ยงหน้าที่กัน ไม่ค่อยปรึกษาหารือกัน การนำเสนอ

ผลงานหน้าชั้นเรียนยังประหม่า ข้อมูลไม่ชัดเจน และนอกจากนี้การให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มน้อย วงรอบที่ 2 ผู้ศึกษาค้นคว้าได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง การใช้คำสนธิ

โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ตั้งใจ และสนใจเรียนดีส่วนปัญหาที่พบ

ในวงรอบที่ 1 นั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทำการแก้ไขปัญหาที่ครูใช้เวลามากเกินกว่าที่กำหนดในขั้น

นำเข้าสู่บทเรียนและขั้นสอน โดยการให้นักเรียนศึกษาข้อมูล และทำความเข้าใจเนื้อหามาล่วงหน้า

และครูใช้บัตรคำเป็นสื่อในกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งผลให้การเรียนรู้เรื่องคำสนธิเร็วขึ้น ส่วนปัญหา

นักเรียนบางคนไม่ตั้งใจ และไม่สนใจเรียนนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าใช้วิธีการกระตุ้นให้เห็นความสำคัญ

ของการเรียน ส่วนนักเรียนที่เรียนอ่อนที่ให้ความร่วมมือในกลุ่มน้อย ผู้ศึกษาค้นคว้าได้กระตุ้นให้

ตั้งใจเรียน และกระตุ้นให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม รวมทั้งการให้คำชมเชย ส่งผลให้นักเรียน

ที่เรียนอ่อนตั้งใจ และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มมากขึ้น สำหรับปัญหาในการนำเสนอ

หน้าชั้นเรียน ผู้ศึกษาค้นคว้าให้การแนะนำว่าให้ฝึกซ้อม และฝึกพูดบ่อย ๆ ทบทวนข้อมูลเนื้อหา

มาให้ดี รวมทั้งครูผู้สอนได้สาธิตการนำเสนอผลงานให้นักเรียนดู สำหรับปัญหาที่พบในวงรอบนี้

คือ บางกลุ่มส่งเสียงดัง รวมทั้งลอกแบบฝึกท้ายแผนและข้อสอบ ส่วนการปรึกษาหารือกันยังไม่ดี

เท่าที่ควร เพราะบางกลุ่มนักเรียนที่เรียนเก่งจะเป็นคนทำเอง การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนดี

ผู้ศึกษาค้นคว้าแนะนำให้นักเรียนมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ให้สำรวจมารยาทในการพูด

และหมั่นฝึกซ้อมการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน รวมทั้งการทำความเข้าใจในเนื้อหาให้ชัดเจน

วงรอบที่ 3 เป็นการทบทวนเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนมา โดยเน้นเฉพาะส่วนที่นักเรียนไม่เข้าใจจริง ๆ

และปรับกิจกรรมการรู้ใหม่โดยการคละกลุ่มใหม่ แต่สมาชิกยังเท่าเดิม และยึดหลักกลุ่มแบบ STAD

เหมือนเดิม รวมทั้งเพิ่มแบบฝึกเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนายิ่งขึ้น ส่งผลให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น

สนใจและมีความตั้งใจเรียนดีขึ้น นักเรียนกล้าแสดงออกดีมาก ครูให้แรงเสริมรวมทั้งการให้รางวัล

ทุกกลุ่มที่มีผลงานพัฒนาการดีขึ้น ทำให้กิจกรรมการเรียนรู้มีความสนุกสนานและมีความสุข ส่งผล

ให้นักเรียนมีคะแนนในวงรอบนี้สูงขึ้น

โดยสรุป การพัฒนาการใช้คำสมาสและคำสนธิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มแบบ STAD ทำให้นักเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง

กล้าแสดงออกเพิ่มมากขึ้น มีทักษะในการทำงานกลุ่ม มีความรับผิดชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการการใช้คำสมาสและคำสนธิดีขึ้น

 

9. ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน

ด้วยนิทานพื้นบ้าน

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายวานิช ยืนชีวิต

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ยังมีปัญหา

อยู่มาก นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการอ่าน อ่านแล้วจับใจความ วิเคราะห์ความและ

สรุปความไม่ได้ จึงทำให้ไม่มีความมั่นใจในการอ่านเท่าที่ควร ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้ศึกษา

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนากิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ

STAD ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 (2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ

แบบ STADโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน (3) เปรียบเทียบคะแนนการอ่านของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้หนังสือส่งเสริม

การอ่านด้วยนิทานพื้นบ้านระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน (4) ศึกษาความมั่นใจในตนเองของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรู้ภาษาไทย ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โรงเรียนบ้านอาจสามารถ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา

2551 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด

ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด

แบบทดสอบวัดการอ่าน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่

0.34 ถึง 0.69 มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.47 ถึง 0.85 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91

และแบบวัดความมั่นใจในตนเอง แบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้

ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน

ใช้ t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้หนังสือ

ส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.12/84.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80

ที่ตั้งไว้ มีค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 0.7727 แสดงว่านักเรียนมี

ความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 77.27 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความมั่นใจใน

ตนเอง อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้และหนังสือส่งเสริมการอ่านด้วยนิทานพื้นบ้าน

ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการอ่านของนักเรียนให้บรรลุ

เป้าหมายของหลักสูตรต่อไป

 

10.  ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางเสงี่ยม โกฏิรักษ์

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุขิริน เย็นสวัสดิ์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำเป็นสิ่งที่สำคัญ

ในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเริ่มเรียนภาษาไทย

จำเป็นต้องมีการฝึกฝนให้เกิดทักษะ และมีการนำทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือมาใช้ในการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ให้หลากหลาย และเหมาะสมจะช่วยให้นักเรียนสามารถอ่านและเขียนสะกดคำ

ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการ

จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียน

สะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์

80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียน

สะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น

กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียน

หนองไม้พลวงวิทยาคม จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 แผน แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ

ในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ชุด

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง

การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นแบบทดสอบการอ่านออกเสียงคำ จำนวน 20 ข้อ แบบทดสอบการเขียนคำ จำนวน 20 ข้อ รวมจำนวน 40 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.71 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.89 และแบบวัดความพึงพอใจ

ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่า

อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.44 ถึง 0.82 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.61/86.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์

80/80 ที่ตั้งไว้

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7707 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าใน

การเรียนคิดเป็นร้อยละ 77.07

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการรู้

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก

โดยสรุป ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเหมาะสม นักเรียนมีทักษะ

การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา เพิ่มขึ้น สามารถสร้างองค์ความรู้และตรวจสอบ

ความรู้ด้วยตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง มีทักษะการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มีความรับผิดชอบ

มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนั้นครูจึงควรนำ

รูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ไปใช้ในการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ให้แพร่หลายและเกิดผลดีต่อผู้เรียนต่อไป

 

11. ชื่อเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด ช่วงชั้นที่ 2

โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

ผู้ศึกษาคนคว้า ทัศฎาพร ทุยเวียง

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด โดยการเรียนแบบกลุ่ม

ร่วมมือเทคนิค STAD เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับ

ความต้องการและความสนใจของนักเรียน เนื่องจากนักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้

ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้า

จึงมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่อง

มาตราตัวสะกด ช่วงชั้นที่ 2 โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ตามเกณฑ์ 80/80

2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ ภาษาไทย 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้

ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 และ 4) เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่าง

เป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบ

สมมุติฐานด้วย T-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

เรื่องมาตราตัวสะกด ช่วงชั้นที่ 2 โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 87.20 / 85.87

2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง มาตราตัวสะกด

ช่วงชั้นที่ 2 โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7557

3. นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ ภาษาไทยเรื่องมาตราตัวสะกด โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีความ

คงทนในการเรียนรู้ หลังเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์ ได้ค่าเฉลี่ย 25.68 คิดเป็นร้อยละ 85.60

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

เรื่องมาตราตัวสะกด ส่งผลให้นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 มีผลการเรียนรู้สูงขึ้น มีประสิทธิภาพและ

ประสิทธิผลเหมาะสม

 

12. ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวสุดใจ พงษ์เพียจันทร์

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.พิศมัย ศรีอำไพ

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการเรียนรู้และการพัฒนาชีวิต

โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์ซึ่งเป็นการอ่านที่สามารถสร้างเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์แก่นักเรียน

ได้ เป็นอย่างดี การอ่านเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้นักเรียนได้ข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานความรู้ เพื่อ

นำไปใช้ในการแก้ปัญหา การประเมินและการตัดสินเรื่องราวต่างๆได้อย่างถูกต้อง นำไปสู่การสร้าง

วิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต การฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนานักเรียนให้

สามารถอ่านเชิงวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหา

ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึก

ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มี

ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 3

ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านฝาง อำเภอบ้านฝาง สังกัดสำนักงานเขต

พื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม จากกลุ่มประชากรนักเรียน 3 กลุ่ม

จำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แบบฝึกทักษะ

การอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 6 ชุด และแบบทดสอบวัดความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์

ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.28 ถึง 0.91 และมีค่า

ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 เวลาในการทดลองครั้งละ 2 ชั่วโมง จำนวน 6 ครั้ง สถิติที่ใช้

คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.83 / 81.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6547 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน

ร้อยละ 65.47

โดยสรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบ

ฝึกทักษะ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้หนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

สามารถนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึก

ทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะทางสังคม มีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

13.  ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวพรทิภา มากมูลดี

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปัญหาที่พบคือ ผู้เรียนมีทักษะ

กระบวนการคิดวิเคราะห์ และมีทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือน้อยมาก จากปัญหาดังกล่าว

หากใช้ความพยายามพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือ ในการจัด

กิจกรรมเรียนรู้ให้หลากหลาย และเหมาะสมคงจะช่วยในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้ศึกษา

ค้นคว้าจึงมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนา

ความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้

แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อ

เปรียบเทียบการอ่านเชิงวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิง

วิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้

เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนาวาราชกิจพิทยานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหารเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน

จาก 1 ห้องเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบสุ่มกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึก

ทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน

แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40

ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20-0.83 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.85 และแบบทดสอบวัด

ความสามารถการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 32 ข้อ มีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.20-0.80 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.84 และแบบอัตนัย จำนวน 8 ข้อ มีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.63-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.76 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐาน ใช้ Dependent t – test

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้าน

การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.48/74.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถ

ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีค่าเท่ากับ 0.4370 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 43.70

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถ

ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีผลการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

มีประสิทธิภาพเหมาะสม นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ และทักษะด้านการอ่านเชิง

วิเคราะห์เพิ่มขึ้น สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน

เป็นสำคัญได้ และนักเรียนสามารถนำความรู้ในการอ่านเชิงวิเคราะห์ไปพัฒนาการเรียนรู้ได้

ทุกรายวิชา

 

 

14.  ชื่อเรื่อง --- การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนในแม่ ก. กา

--- ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรม

--- ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า --- นางโสภิต พันธ์วิริยะกุล

อาจารย์ที่ปรึกษา --- อาจารย์สุดาเรศ รัตนาถาวร

ปริญญา กศ.สาขาวิชา สาขาหลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

ภาษาไทยเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาในการดำรงชีวิต

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้

ภาษาไทย เรื่อง การพัฒนาความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนในแม่ ก. กา ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการพัฒนา

ความสามารถทางด้านการอ่านและการเขียนในแม่ ก. กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD 3) เพื่อศึกษา

กระบวนการทำงานกลุ่มของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เกิดจากการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือ

STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนบ้านปากช่อง อำเภอ

ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 30 คน ใช้เวลาในการทดลอง 24 ชั่วโมง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัด

กิจกรรม จำนวน 12 แผน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินแผนมีค่าอยู่ระดับ 4.51- 5.00 ซึ่งหมายถึงอยู่ใน

ระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบฝึกทักษะ 12 ชุด ชุดละ 3 แบบ ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินค่าอยู่ระหว่าง

4.51- 5.00 ซึ่งหมายถึงอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .26 - .66 ค่าความเชื่อมั่น 0.86 และ

แบบสังเกตกระบวนการทำงานกลุ่มของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ

ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการพัฒนา

ความสามารถด้านการอ่านและเขียนในแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพ 85.00/82.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ภาษาไทย การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนในแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่าเท่ากับ 0.5872

นั่นคือ นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 58.72 กระบวนการทำงานกลุ่มของ

นักเรียนโดยรวมสามารถเรียงคะแนนจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการปฏิบัติงานเสร็จทันเวลา

ด้านการแบ่งหน้าที่ภายในกลุ่ม ด้านการทำงานตามขั้นตอน ด้านการรู้จักแสดงความคิดเห็น

มีค่าเฉลี่ย ด้านความเป็นระเบียบและสะอาด

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการพัฒนาความสามารถ

ด้านการอ่านและเขียนในแม่ ก กา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัด

กิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพเหมาะสม สามารถเสริมสร้าง

ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น มีกระบวนการทำงานกลุ่มที่มีคุณภาพ ดังนั้น ครู

และผู้สนใจสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี

ประสิทธิภาพ

 

15. ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางกฤติกา เจริญยศ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น

ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการร่วมปฏิบัติกิจกรรมช่วยเหลือกันเป็นกลุ่ม คำนึงถึงความแตกต่าง

ระหว่างบุคคล ความสำเร็จของบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้ศึกษา

การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพ

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้

คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนกุดบากราษฎร์บำรุง

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 จำนวน 27 คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดย

การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้มี 3 ชนิด คือ แผนการจัดการเรียนรู้

ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.80 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 และ

แบบวัดความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก

รายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.84 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์

ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 88.04/86.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้

2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียนคำยาก มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7095

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ ด้านการอ่านและการเขียน

คำยาก โดยรวมและรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ส่งผลให้นักเรียนสามารถอ่านและเขียนคำยากได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ครูผู้สอนสามารถนำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ไปใช้จัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทยได้วิธีหนึ่ง

 

16.  ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษไทย

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรินรดา จันทะวัน

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุมาลี ธรรมโหร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ ทักษะการอ่าน

โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากครูผู้สอนไม่นำทักษะและเทคนิคการสอน

เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดในการวิเคราะห์ จึงทำให้ผู้เรียนไม่สามารถสรุปประเด็นสำคัญหรือ

จับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้เท่าที่ควร ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้

แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมี

ความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการ

เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อศึกษาดัชนี

ประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน

บ้านหนองขุ่นเหล่าหลักวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2549 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 35 คน ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive

Sampling) เครื่องมือ ได้แก่ แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านเชิงวิเคราะห์

แบบอัตนัยหรือความเรียง จำนวน 2 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 81.93 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์

80/80 ที่ตั้งไว้และมีดัชนีประสิทธิผล 60.28 หมายความว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.28

โดยสรุป ได้แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพ

เหมาะสม และเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการอ่าน สามารถจับใจความสำคัญ และสรุปประเด็นของเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี

จึงขอสนับสนุนให้ครูภาษาไทยสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิด

ทักษะด้านการอ่านเป็นอย่างดี

 

17. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านประกอบ

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางจุฑามาศ ชัยสงคราม

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุดาเรศ รัตนาถาวร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีข้อดี

หลายประการ ได้แก่ นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยสื่อที่น่าสนใจ นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันโดยแต่ละกลุ่ม

จะมีนักเรียน 4 - 5 คน ซึ่งมีนักเรียนที่เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ได้เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมทำงาน

ร่วมวางแผน และนำเสนอผลงานกลุ่ม โดยกลุ่มจะช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนอ่อนให้มีพัฒนาการที่ดี

ขึ้น และมีการเสริมแรงด้วยการยกย่องชมเชยเมื่อมีคะแนนเพิ่มขึ้นจากการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้

เมื่อนำเอากิจกรรมดังกล่าว มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จะช่วยให้

ผู้เรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในกลุ่มสาระภาษาไทยได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้า

จึงมีความสนใจที่จะจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านและนำกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD มาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือ

ส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาค่าดัชนี

ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ กลุ่ม

ตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 7 แผน

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก

จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.56 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.20

ถึง 0.58 และ มีค่าความเชื่อมั่น (rcc) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพ (E1/E2)

เท่ากับ 84.72/82.22

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.6300 แสดงว่า

นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 63

3. การพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน

ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD คิดเป็นร้อยละ 82.22 และพิจารณานักเรียนเป็นรายบุคคล

นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านจับใจความผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 คิดเป็นร้อยละ 67

4. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ปรากฏว่า

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD นักเรียนสามารถเข้าใจ และปฏิบัติตามขั้นตอน

ของกิจกรรมได้การจัดทำแผนผังความคิด นำเสนอผลงาน การอ่านจับใจความจากเรื่องในหนังสือ

ส่งเสริมการอ่าน การทดสอบย่อยท้ายแผน ทุกขั้นตอนมีความเหมาะสม ทันเวลาและได้ผลดีเป็นที่

น่าพอใจ

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ ชั้นประถม

ศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพและ

ประสิทธิผลเหมาะสม นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้และมีทักษะด้านการอ่านจับใจความ

เป็นอย่างดี

 

18.  ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า จิระนันท์ ไตรแสง

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมแบบ STAD (Student Teams Achievement Division) เป็นรูปแบบ

หนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน (Cooperative Learning) ที่สนองตอบต่อ

ความแตกต่างระหว่างบุคคล และยึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การศึกษาครั้งนี้

มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหา

ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (4) ศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนพระธาตุบังพวน

วิทยา อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster

Random Sampling) ใช้หน่วยการสุ่มเป็นห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) แผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 7 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 2 ชั่วโมง

(2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่า

อำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.60 โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.86

และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วน

ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (rxy ) ตั้งแต่ 0.317

ถึง 0.727 มีค่าความเชื่อมั่น (α ) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 สถิติทใี่ ช ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.81/85.75 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่าเท่ากับ 0.5857 และนักเรียนมีความพึงพอใจ

ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD อยู่ในระดับมาก

โดยสรุปแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ส่งผลให้

นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเหมาะในการที่จะ

นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย

 

19. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้เทคนิค STAD

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรักคณา ไชยทอง

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD เป็นการจัดกิจกรรม

ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มทุกคนได้ช่วยเหลือและเกื้อกูลกันในการเรียนรู้ เพื่อความสำเร็จ

ของตนเองและของกลุ่ม ส่งผลให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือ เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์

80/80 หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม

การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่าง

เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ของโรงเรียนไตรมิตรวิทยาคาร

ตำบลหลักเขต อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำนวน 28 คน

จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน

การศึกษาค้นคว้า มี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยเทคนิค STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 แผน

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัย

ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.80 ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.79 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ

เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น เป็นแบบมาตราส่วน

ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (rxy) ตั้งแต่ 0.46-0.84

ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดของคำ โดยใช้เทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 86.54/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ชนิดของคำ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 0.7266 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น

จากพื้นฐานความรู้เดิมร้อยละ 72.66

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพังพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ที่ผู้ศึกษาค้นคว้า

สร้างและพัฒนาขึ้น ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีความสุขในการเรียนรู้

 

20. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายไพศาล พระจันทร์ลา

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ นิ่มจินดา

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้น

การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่ม

ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากร

การเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า

สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่จะรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องรับผิดชอบต่อ

การเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่มด้วย ความสำเร็จของแต่ละบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา

ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอน

แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแผน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ประจำ

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 24 คน ได้มาโดยการเลือก

แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 6 แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่

0.21 ถึง 0.94 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.93 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 1 ชุด 20 ข้อคำถาม

ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.202 ถึง 0.769 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.838 สถิติที่ใช้ใน

การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่าน

เชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ

เทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ 83.40/81.46 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ดัชนีประสิทธิผล

0.3883 แสดงว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน ร้อยละ 38.83 และนักเรียนมีความพึงพอใจ

ต่อการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อการพัฒนา

ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ อยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

ด้วยการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพ ใช้แล้วเกิดประสิทธิผลใน

การแก้ปัญหาด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนภาษาไทย ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทยสามารถนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ในการสอนการอ่านโดยเฉพาะด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ได้

อย่างดี นอกจากนี้ยังเห็นสมควรให้นำไปพัฒนาใช้กับครูผู้สอนกลุ่มสาระอื่น ๆ ต่อไป

 

 

21. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบ

การจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางปาริชาติ นุริศักดิ์

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการคิด

วิเคราะห์ยังไม่เหมาะสม ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านและการคิดวิเคราะห์ต่ำกว่าเกณฑ์ดังนั้น ผู้ศึกษา

ค้นคว้าจึงได้พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาแผนการ

จัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผล

ของแผนการพัฒนาทักษาการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน

ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือ

แบบSTAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 / 1

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านขามเรียน จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก

แบบสุ่มกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่าน

เชิงวิเคราะห์จำนวน 6 แผน แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จำนวน 6 ชุด แบบวัดทักษะการ

อ่านเชิงวิเคราะห์ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.27-0.70

มีค่าอำนาจจำแนก (B-Index) ตั้งแต่ 0.22-0.89 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และแบบสอบถามความ

พึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์

ประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.05/87.70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้มีค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ

0.7210 หมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.10 และนักเรียน

มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้

แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD อยู่ในระดับมาก

 

 

22.  ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางธนาลัย เธียรวรรณ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ช่วยให้ผู้เรียนมีความตื่นเต้น สนุกกับ

การเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด เรียนรู้ทักษะทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อตนเองและ

ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่ความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน อย่างสร้างสรรค์ เป็นผลทำ

ให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะ

การอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียน

บ้านโคกระกา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน

โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบของกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการ

และทบทวน 2) ขั้นเสนอบทเรียนใหม่ 3) ขั้นสรุป 4) ขั้นวัดผล เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผล

ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินการทำงานกลุ่ม แบบสัมภาษณ์ครู ผู้ร่วมศึกษา

ค้นคว้า แบบบันทึกการสัมภาษณ์นักเรียน แบบบันทึกการใช้แผนการเรียนรู้ แบบบันทึกความ

คิดเห็นของนักเรียน แบบบันทึกพฤติกรรมนักเรียนและสมาชิกในกลุ่มขณะร่วมกิจกรรม และ

แบบทดสอบย่อยท้ายวงรอบ จำนวน 5 ชุด ๆ ละ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

ในการตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าและนำเสนอ

ผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีบรรยาย

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียน ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบ่ง

การดำเนินการพัฒนาออกเป็น 5 วงรอบ แต่ละวงรอบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัด

การเรียนรู้วงรอบละ 2 แผน ซึ่งก่อนดำเนินการพัฒนาผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทำการสำรวจสภาพปัญหา

การอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกระกา พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงต่ำ เนื่องจากนักเรียนใช้ภาษาถิ่นมากกว่าภาษาไทย โดยเฉพาะ

ภาษาถิ่นเขมร ทำให้นักเรียนขาดความเชื่อมั่นต่อการอ่านออกเสียง เมื่อครูผู้สอนให้นักเรียนอ่านออก

เสียงเป็นรายบุคคล นักเรียน ออกเสียงได้ไม่ชัดเจน และขาดการเสริมแรงจากครูผู้สอนอย่างใกล้ชิด

ทำให้เกิดปัญหาด้านการอ่านออกเสียงมาก ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงร่วมวางแผนกับผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าใน

การแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านด้วยกระบวนการกลุ่มแบบ STAD

หลังการพัฒนาครบทั้ง 5 วงรอบ พบว่า นักเรียนมีคะแนนการทดสอบย่อยท้ายวงรอบทั้ง 5 วงรอบ

ดีขึ้นเรื่อย คือ ได้คะแนนร้อยละ 56.00, 68.00, 69.50, 80.00 และร้อยละ 82.00 ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ พบว่า จากการที่นักเรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน

ทุก ๆ คน สามารถทำงานได้ทันเวลา มีความร่วมมือกันดีในการทำงาน มีความกระตือรือร้น

ในการทำงาน กล้าแสดงออก มีความสนุกสนานกับกิจกรรมที่ครูจัดขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาทักษะ

การอ่านออกเสียงได้ชัดเจน และถูกต้องมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง โดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ทั้ง 5 วงรอบ ทำให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย ในครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ทักษะ

ด้านอื่น ๆ ได้

 

 

23. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD

เรื่อง การอ่านจับใจความ วิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ 1 ระดับประกาศนียบัตร

วิชาชีพ วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสุวรรณารี ศรีขลา

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.นิราศ จันทรจิตร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม

แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มีความ

เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนได้พัฒน

ความสามารถในการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี

ประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าจึงมีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่องการอ่านจับใจความ วิชาภาษาไทย เพื่ออาชีพ 1 ระดับ

ประกาศนียบัตรวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของ

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่องการอ่านจับใจความ

วิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และ (3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถ

การอ่านจับใจความ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD วิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้

ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ห้อง 1/2

วิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน

1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียน จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้

ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ

2 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ

4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.20 – 0.80 และมีความเชื่อมั่นของ

แบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 แบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่านจับใจความ

เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก(r) ตั้งแต่ 0.42 – 0.70

ค่าความยาก (p) ตั้งแต่ 0.20-0.55 และมีความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ (KR-20) เท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ

สมมุติฐานด้วย t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง

การอ่านจับใจความ วิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ 1 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีประสิทธิภาพเท่ากับ

88.66/81.92 ซึ่งสูงกวาเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค

STAD เรื่อง การอ่านจับใจความ วิเคราะห์จากคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

มีค่าเท่ากับ 0.6356 หมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน ร้อยละ 63.56 และ

ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ที่วิเคราะห์

จากคะแนนแบบทดสอบวัดความสามารถทางด้านการอ่านจับใจความ มีค่าเท่ากับ 0.5733

หมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางด้านการอ่านจับใจความ ร้อยละ 57.33

3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค

STAD เรื่อง การอ่านจับใจความ มีความสามารถในการอ่านจับใจความหลังเรียนเพิ่มขึ้นจาก

ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค

STAD เรื่อง การอ่านจับใจความ วิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

เหมาะสม สามารถพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการอ่านจับใจความได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้ผู้เรียนมี

ปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในการทำงานกลุ่ม ผู้เรียนเกิดทักษะการอ่านจับใจความส่งผลให้

กลุ่มประสบความสำเร็จ จึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้นำกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ

ไปใช้พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและการทำงานกลุ่มให้ประสบผลสำเร็จได้

 

24. ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวรัชนี ปรัชญาเรืองพงษ์

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2549

บทคัดย่อ

ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักเรียนทุกคนใช้เพื่อการสื่อสารและเพื่อกากรเรียนรู้ การจัด

กิจกรรมการเรียนรู้โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทำให้นักเรียนเกิด

การเรียนรู้ที่มีความหมาย และยั่งยืน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดการ

เรียนรู้ภาษาไทย ทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มี

ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ภาษาไทย ทักษะการอ่านจับ

ใจความ โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ภาษาไทย

ทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็น

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนหันนาจาน ตำบลแวงน้อย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา

2549 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ

แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ทักษะการอ่านจับใจความ จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนภาษาไทย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .21 ถึง .76

มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 และแบบทดสอบย่อยท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก

จำนวน 10 ชุดๆ ละ 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .24 -.84 มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .76, .61,.64,

.78, .78, .71,.77, .81, .64, และ .67 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

และการหาค่าดัชนีประสิทธิผล

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.35/83.28 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ

.5900 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 59 และผลการเรียนรู้ภาษาไทย ทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะ

การอ่านจับใจความได้ดีขึ้น สังเกตได้จากการโต้ตอบคำถามในชั้นเรียนและ ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นจาก

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของสมาชิกภายในกลุ่ม การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มเป็นการช่วยเหลือนักเรียน

กลุ่มอ่อนให้สามารถอ่านจับใจความได้ตรงตามจุดประสงค์ของเนื้อเรื่อง และคะแนนทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้น นักเรียนกลุ่มอ่อนสามารถอ่านเนื้อเรื่องแล้วทำความเข้าใจเรื่อง

ลำดับเหตุการณ์ของได้ดีขึ้นเมื่อได้เรียนแบบกลุ่ม ส่วนนักเรียนกลุ่มเก่งและกลุ่มปานกลาง เมื่อได้ฝึก

ทักษะและช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่ม ทำให้สามารถพัฒนาการอ่านจับใจความได้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ

STAD มีประสิทธิภาพ เหมาะสม ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในการทำงานอย่างมี

ความสุข ช่วยเหลือพึ่งพากันและกัน สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควร

สนับสนุนให้ครูผู้สอนนำการจัดกิจกรรมรูปแบบนี้ไปใช้กับ กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นต่อไป

 

25. ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสุพรรัตน์ ชาญเจริญ

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตรา ดร.พิศมัย ศรีอำไพ

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นต่อนักเรียนมาก ทั้งนี้เพราะ

การอ่านทำให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ และจดจำเรื่องราวได้ ตลอดจน

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้พัฒนาแผนการ

จัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้

แบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 3 โดยการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ

เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มี

ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนา

ความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ (3)

เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณก่อนเรียนและหลังเรียน

ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองกุงวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1

อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 18 คน ได้มาโดยวิธีเลือก

แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด คือ (1) แผนการ

จัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 6 แผน (2) แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมี

วิจารณญาณ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 40 ข้อเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง0.20 ถึง 0.92

และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ

ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent

Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่าน

อย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ

83.38/80.42 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่ม

สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6430 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนตามแผนการจัดการ

เรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึก

ทักษะ มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน

อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

โดยสรุปแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้

แบบร่วมมือรูปแบบ STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านอย่างมี

วิจารณญาณ ช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการในการเรียนรู้สูงขึ้น นักเรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้ด้วย

ตนเอง และเกิดทักษะในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ จึงมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้พัฒนาการ

จัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป

 

 

26.  ชื่อเรื่อง ผลการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางวาสนา ไชยชำ

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

ภาษาไทยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร โดยเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

ซึ่งยังมีปัญหาในการเรียนเรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป ซึ่งส่งผลให้การสื่อสารยังขาด

ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อ เพื่อหา

ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ตามเกณฑ์ 80/80

เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระ

เปลี่ยนรูป กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านทรายทองวิทยาคม

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 26 คน

ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระเปลี่ยนรูปจำนวน 24 แผน ซึ่งมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจ

จำแนกตั้งแต่ 0.28-0.89 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.90 และแบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 87.92/86.28 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80

2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีค่าดัชนีประสิทธิผล

เท่ากับ 0.7658 หมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 76.58

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วย

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD อยู่ใน ระดับมาก

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง สระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ช่วยให้นักเรียน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนมากขึ้น เพราะแบบฝึกทักษะช่วย

ให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดีขึ้นสามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน และ

กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD สามารถจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่าง

มีประสิทธิภาพขึ้น จึงเป็นการจัดกิจกรรมที่มีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในการจัดกิจกรรม

การเรียนการสอน และเป็นแบบอย่างในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระอื่น ๆ ต่อไป

 

27. ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ

เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรังษี พลโคกก่อง

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร. นิราศ จันทรจิตร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

ผลการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านเชิง

วิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมรูปแบบ

หนึ่งที่มีความเหมาะสม และตรงกับความต้องการของผู้เรียน ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

ในครั้งนี้ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ

เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ

ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD)

ประกอบแบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 3 (3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของ

นักเรียน ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ

เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างทใี่ ช้ ในการศึกษาคน้ คว้าครั้งนี้ไดแ้ ก่

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเขาพระนอนวิทยาคม อำเภอยางตลาด สำนักงานเขตพื้นที่

การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียน

30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

ค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ เรื่อง การ

อ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน ใช้เวลาเรียน

แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 8 ชุด มีค่าเฉลี่ย

จากการประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 4.37-4.75 และเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 4.71

แบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มี

ค่าความยาก (p) ตั้งแต่ 0.21-0.79 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.21-0.71 มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.85 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40

ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.21-0.55 มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน

ได้แก่ t – test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ

เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 84.62/81.24 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบ

แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ วิเคราะห์จากคะแนนแบบทดสอบความสามารถด้านการ

อ่านเชิงวิเคราะห์ มีค่า เท่ากับ 0.6444 หมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการอ่านเชิง

วิเคราะห์ร้อยละ 64.44 และวิเคราะห์จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าเท่ากับ

0.6254 หมายความว่า นักเรียนมีความ ก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.54

3. นักเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะมี

ความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่

ระดับ 0.01

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) ประกอบแบบฝึกทักษะ กลุ่ม

สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลเหมาะสมสามารถ

นำไปประยุกต์ใช้พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น และใช้เป็นแนวทางในการจัดการ

เรียนการสอนภาษาไทย และกลุ่มสาระอื่น เพื่อช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนมีทักษะในการคิดวิเคราะห์

สูงขึ้น

 

28. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เรื่อง การเขียนคำที่มีตัวการันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางราตรี เสริฐเลิศ

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุขิริน เย็นสวัสดิ์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ซึ่งส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการเขียน ที่พบว่า

นักเรียนไม่สามารถเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ ได้

อย่างถูกต้อง รวมถึงการเขียนสะกดคำผิดในเรื่องสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ การเขียนและ

อ่านตัวการันต์ผิดสูงมาก การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ จึงมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การเขียนคำที่มีตัว

การันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ และเพื่อศึกษา

ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

เรื่อง การเขียนคำที่มีตัวการันต์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชนหลักเหลี่ยมวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์

เขต 3 จำนวน 29 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้

ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 4 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การเขียน

คำที่มีตัวการันต์ จำนวน 12 แผนๆ ละ 1 ชั่วโมง แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย มี 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.23 ถึง

0.78 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 และแบบวัดความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5

ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.43 ถึง 0.85 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ

STAD เรื่อง การเขียนคำที่มีตัวการันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.88/86.29 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การเขียนคำที่มีตัวการันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7109 หมายความว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ร้อยละ

71.09

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อเรียนด้วยการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง การเขียนคำที่มีตัว

การันต์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และ

ความสามารถด้านการเขียนสูงขึ้น ดังนั้นการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD สามารถนำไปใช้

ประกอบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการเขียนคำที่มีตัวการันต์กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ให้บรรลุผลและมีประสิทธิภาพได้

 

 

29.  ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกุล่มร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD

ประกอบการใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสุนันทา พิกุลศรี

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.นิราศ จันทรจิตร

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

ภาษาไทยมีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสารผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ภาษาไทยทุกทักษะ

ทั้งการฟัง พูด อ่านและเขียน โดยเฉพาะหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544

ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ

ประกอบการใช้นิทานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ภาษาไทยมีประสิทธิภาพ

ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้นำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือมาใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้า

ดังนี้ โดยมีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ

ด้วยเทคนิค STAD ประกอบการใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดว้ ยเทคนิค STAD ประกอบการใชนิ้ทาน เรื่อง วิชาเหมือน

สินค้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 5 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ประกอบการใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า

ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนจากกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550

จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ประกอบการใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 แผนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ

4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ .25 ถึง .91 และมีค่าความเชื่อมั่น

ทั้งฉบับเท่ากับ 0 .79 และแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก

จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมี ค่าความยาก (p) ตั้งแต่ .38 - . 75ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ .25 ถึง . 88มีค่าความเชื่อมั่น (KR – 20) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่

ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent

Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ประกอบ

การใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.31/82.57 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ด้วยเทคนิค

STAD ประกอบการใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ .6141

แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้คิดร้อยละ 61.41

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค

STAD ประกอบการใช้นิทาน เรื่องวิชาเหมือนสินค้า มีความสามารถการคิดวิเคราะห์หลังเรียน

เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ประกอบ

การใช้นิทาน เรื่อง วิชาเหมือนสินค้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

เพิ่มขึ้น มีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้น และมีการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นหลังการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ดังนั้น ครู และผู้สนใจสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน

เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถวิเคราะห์เนื้อหาจากการอ่าน

ได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผล

 

 

30. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย เรื่อง อักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ผู้ศึกษาค้นคว้า นายศักดา ชัยสงคราม

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในปัจจุบันนี้ยังมีปัญหา และไม่เป็น

ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ผู้เรียนยังขาดทักษะการอ่านและการเขียน ซึ่งเป็นสาระที่มีความสำคัญของ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ หากผู้เรียนมีพื้นฐานที่ดี

จะช่วยให้ผู้เรียนมีการพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่มสาระภาษาไทยได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นผู้ศึกษา

ค้นคว้าจึงมีความสนใจนำกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) มาพัฒนาการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ

กลุ่มร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มี

ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ

กลุ่มร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ

ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ(STAD) กลุ่มสาระ

การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโพนงาม อำเภอ ปทุมรัตต์ สำนักงานเขตพื้นที่

การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก

แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย แผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง อักษรควบ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม จำนวน 12 ชั่วโมง แบบทดสอบ

วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย

ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.67 มีค่าอำนาจ

จำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.70 และ มีค่าความเชื่อมั่น (rcc) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และ

แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD)

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน

มาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.11/84.66

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD)

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.73 แสดงว่า

นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 73

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD)

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (STAD) กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย เรื่องอักษรควบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ช่วยให้

นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างดี ครูผู้สอนควรนำ

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียน

ได้เรียนรู้ร่วมกัน มีความรับผิดชอบ มีทักษะการอ่านและเขียน และพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

 

31. ชื่อเรื่อง การพัฒนาการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้

แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวพนาไพร ป่วนฉิมพลี

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการอ่าน จะต้องเลือก

รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับนักเรียน และต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง

บุคคลโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม

ร่วมมือ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่เหมาะจะนำมาใช้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 4 โดยเฉพาะในด้านการอ่าน ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพ

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความ

ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โดยใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อศึกษา

ความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ แบบ STAD

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกสง่า อำเภอเมือง จังหวัด

ร้อยเอ็ด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

เครื่องมือที่ใช้คือ แผนการเรียนรู้แบบ STAD จำนวน 12 แผน แบบฝึกทักษะด้านการอ่าน

จับใจความ จำนวน 12 ชุด โดยใช้เวลาสอน 24 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

แบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 และ

ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 แบบวัดความพึงพอใจ ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรม

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความ

โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.44/82.70 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6019ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 60.19 และนักเรียน

มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความได้ ดังนั้น

ครูผู้สอนควรนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการอ่านจับใจความ ใช้แบบฝึกทักษะประกอบ

กิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จ

ในการเรียนรู้ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

 

32. ชื่อเรื่อง การจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำนาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางศิริวรรณ อธิราช

อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สมรรถภาพที่มีปัญหาคือ

หลักเกณฑ์การใช้ภาษา ซึ่งอยู่ในสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา สาเหตุเนื่องมาจากเพราะว่านักเรียนไม่

เข้าใจหลักเกณฑ์การใช้ภาษา จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์มีทางการเรียนของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ใน

ระดับต่ำ การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนจะต้องเข้าใจเรื่อง คำ ให้ดี

เสียก่อนเพราะจะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรียนรู้หลักภาษาไทยได้อย่างเข้าใจ ซึ่งคำที่ควรรู้เป็นพื้นฐานก็

คือคำนาม ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้จัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำนาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยมีความมุ่งหมาย

ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนี

ประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง คำนาม โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่ม

ร่วมมือแบบ STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 /1

โรงเรียนอนุบาลสร้างคอม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 28 คน ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง

คำนาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ

STAD จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำนาม ชนิดเลือกตอบ

4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0. 95 และมีค่าความ

เชื่อมั่น (rcc) ของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง คำนาม เป็นแบบมาตราส่วน

ประมาณค่า จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.44 ถึง 0.79 และค่าความเชื่อมั่น (α )

ทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง คำนาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้

บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 86.62/85.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง คำนาม กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ

STAD เท่ากับ 0.7436 แสดงว่านักเรียนมีก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 74.36

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการ

เรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง คำนาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรม

ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD อยู่ในระดับมาก

โดยสรุปการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำนาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียน

การ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นไป

ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สามารถนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมี

ประสิทธิภาพช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และสามารถทำให้นักเรียนมีความพึง

พอใจต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำนาม โดยใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมด้วย

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นอย่างดี จึงควรนำไปเผยแพร่ต่อไป

 

 

33. ชื่อเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง บทบาทหน้าที่

ของเงินและสถาบันการเงินในระบบเศรษฐกิจ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวอมรา จันทะไทย

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์สุภาพ บุญไชย

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ประกอบเทคนิค STAD เป็นรูปแบบ

ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียน

ได้เรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง แต่การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา

ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ ในช่วงชั้นที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 พบว่ายังขาดความ

พร้อมเรื่องความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตรของครูผู้สอน และขาดแคลนสื่อการเรียนการสอน

ที่ดี ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้

บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD เรื่อง บทบาทหน้าที่ของเงินและสถาบันการเงินในระบบ

เศรษฐกิจ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง

เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียน

หนองกุงวังแสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 4 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน จำนวน 40 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าอำนาจจำแนก (B)

ตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.97 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 และแบบวัดความพึงพอใจของ

นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD

เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (t)

ตั้งแต่ 1.83 ถึง 6.71 และค่าความเชื่อมั่น (α) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์

ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบ

เทคนิค STAD มีประสิทธิภาพ 85.60/82.38 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผล

ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD เท่ากับ 0.6643

ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 66.43 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD โดยรวมและเป็น

รายด้าน 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการเรียนรู้

และด้านการวัดและประเมินผลอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD

เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้นักเรียนมีความซื่อสัตย์ ความเสียสละ

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปประยุกต์

ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

 

 

34.  ชื่อเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD

กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง วันสำคัญทาง

พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสุพรรณี มีภูเวียง

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์สุภาพ บุญไชย

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง วันสำคัญ

ทางพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นที่นักเรียนควรเรียนรู้ เพราะเป็นวิถีชีวิตของชาวพุทธทุกคนที่จะนำ

ความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข แต่การจัดการเรียนการสอนยังใช้การสอน

แบบบรรยาย ไม่มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน ดังนั้น การศึกษา

ค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

ประกอบเทคนิค STADกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง วันสำคัญทาง

พระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนี

ประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD เรื่อง

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD

เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลัง

เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนหนองกุงวังแสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

อุดรธานี เขต 4 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive

Sampling) เครื่องมือในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

ประกอบเทคนิค STAD เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จำนวน 5 เรื่อง แบบทดสอบวัดผล

สัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก

(B) ตั้งแต่ 0.45 ถึง 0.80 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 และแบบสอบถามความพึงพอใจจำนวน

20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (rxy ) มีค่าตั้งแต่ 0.45 ถึง 0.81 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 สถิติ

ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบ

เทคนิค STAD กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.33 /83.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ค่าดัชนี

ประสิทธิผล เท่ากับ เท่ากับ 0.7100 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้นร้อยละ

71.00 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิค STAD เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด

โดยสรุป จากการศึกษาค้นคว้าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบ

เทคนิค STAD กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนของครู ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วย

ตนเอง เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีครูเป็นผู้ให้

คำแนะนำปรึกษาในการเรียนรู้และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้นักเรียนมีความพึงใจในการเรียน

และทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น

 

35. ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดอย่างมีเหตุผลและความมั่นใจ

ในตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ชุมชนของเรา ระหว่าง

การใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมแบบ 4 MAT การจัดกิจกรรม

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรมแบบปกติ

ผู้วิจัย นายคมสันติ์ โฉมยงค์

กรรมการควบคุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ และรองศาสตราจารย์รัถพร ซังธาดา

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาด้านการคิดอย่างมีเหตุผล การแสดง

ความคิดเห็น และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ครูต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องรูปแบบของการ

จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สนองตอบความแตกต่างกันของนักเรียนแต่ละคนดังนั้น การวิจัยครั้งนี้มี

ความมุ่งหมายเพื่อ 1)หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้บทเรียนการ์ตูน

ประกอบการจัดกิจกรรมแบบ 4 MAT การจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรม

แบบปกติ 2)หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการ

จัดกิจกรรมแบบ 4 MAT การจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรมแบบปกติ

และ 3)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดอย่างมีเหตุผล และความมั่นใจในตนเองของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ชุมชนของเรา ระหว่างการใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัด

กิจกรรมแบบ 4 MAT การจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรมแบบปกติ

กลุ่มทดลองจำนวน 94 คน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ 1 เป็นนักเรียนโรงเรียน

อนุบาลกันทรวิชัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 37 คน โดยการใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการ

จัดกิจกรรมแบบ 4 MAT กลุ่มทดลองที่ 2 เป็นนักเรียนโรงเรียนอนุบาลกันทรวิชัยชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 2/2 จำนวน 37 คน โดยการใช้บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

กลุ่มทดลองที่ 3 เป็นนักเรียนโรงเรียน บ้านคอกม้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 คน ด้วย

บทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมแบบปกติ อย่างละ 8 แผน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ

เจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนบทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมแบบ 4 MAT

การจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรมแบบปกติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียน แบบวัดการคิดอย่างมีเหตุผล และแบบวัดความมั่นใจในตนเอง

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ

สมมุติฐานด้วย F-test (One- way ANOVA)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมแบบ

4 MAT การจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรมแบบปกติ เรื่อง ชุมชนของเรา

ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.73/81.48, 82.99/83.65 และ

81.53/80.25 ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ

0.6017, 0.6472 และ 0.5729 ตามลำดับ

2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างกัน

มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความมั่นใจในตนเองไม่แตกต่างกัน แต่มีการคิดอย่างมี

เหตุผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนการ์ตูน

ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ STAD มีคะแนนเฉลี่ยมากกว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียน

การ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมแบบ 4 MAT

โดยสรุป แผนบทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมแบบ 4 MAT การจัดกิจกรรม

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD และการจัดกิจกรรมแบบปกติ ช่วยให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน

อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และแผนบทเรียนการ์ตูนประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการพัฒนาการคิดอย่างมี

เหตุผล ดังนั้นจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูนำรูปแบบการสอนนี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุผลตามจุดประสงค์ของรายวิชาต่อไป

 

 

36.  ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง การคำนวณเกี่ยวกับปริมาณสารใน

ปฏิกิริยาเคมี กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างการสอน

โดยใช้เทคนิค TGT และเทคนิค STAD

ผู้วิจัย นายพรชัย คำสิงห์นอก

กรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์จีระพรรณ สุขศรีงาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์อำนวย รุ่งรัศมี

และผู้ช่วยศาสตราจารย์จรรยา อาจหาญ

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิคการแข่งขันเป็นทีม (TGT) และเทคนิคการ

ประสบความสำเร็จเป็นทีม(STAD) เป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตัวเองและกลุ่ม

ร่วมกับสมาชิกอื่น ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน ส่งเสริมให้ ผู้เรียนผลัดเปลี่ยน

กันเป็นผู้นำ ได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง ผู้เรียนมีความตื่นเต้น สนุกสนานกับการเรียนรู้ การ

วิจัยครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพและค่าดัชนี ประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค

TGT และSTAD ศึกษาผลการเรียนรู้ และ เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ระหว่างการเรียนด้วยเทคนิค TGT และ

STAD และศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค TGT และ เทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน

การวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนชุมพวงศึกษา อำเภอ

ชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 2 ห้อง ห้องที่ 1 จำนวน 52 คน เรียนด้วยเทคนิค TGT และเรียนด้วย

เทคนิค STAD ห้องที่ 2 จำนวน 50 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

เครื่องมือที่ใช้มี 4 ชนิด คือ แผนการเรียนรู้เรื่องการคำนวณเกี่ยวกับปริมาณสารในปฏิกิริยาเคมี โดยใช้

เทคนิค TGT และ STAD เทคนิคละ 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4

ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.57 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75 แบบ

ประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้

ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Independent Samples)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. แผนการเรียนรู้ เรื่อง การคำนวณเกี่ยวกับปริมาณสารในปฏิกิริยา เคมี

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เทคนิค TGT มีประสิทธิภาพเท่ากับ 70.71/70.32

และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5822

2. แผนการเรียนรู้ เรื่อง การคำนวณเกี่ยวกับปริมาณสารในปฏิกิริยาเคมี กลุ่มสาระ

วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เทคนิค STAD มีประสิทธิภาพเท่ากับ 70.87/70.75 และดัชนี

ประสิทธิผลเท่ากับ 0.5788

3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิค TGT และเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

คิดเป็นร้อยละ 70.65 และ 71.4 ตามลำดับ

4. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิค TGT และเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ไม่แตกต่างกัน (0>.05) และนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยรวมและเป็นรายด้าน2 ด้าน

คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านคุณค่าต่อการเรียน อยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจด้าน

เนื้อหาอยู่ในระดับปานกลาง

โดยสรุป การเรียนด้วยเทคนิค GTG และ STAD มีประสิทธิภาพในการพัฒนา

ผลการเรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการเรียนได้ไม่แตกต่างกัน

จึงควรสนับสนุนให้ครูวิทยาศาสตร์นำเทคนิคทั้ง 2 ไปใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ต่อไป

 

37. ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ

ตามเทคนิค STAD เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) และการเรียนแบบปกติ

ผู้วิจัย นางบรรดล ภูบานเช้า

กรรมการควบคุม อาจารย์ ดร.ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน และอาจารย์ ดร.สุมาลี ชูกำแพง

ปริญญา กศม. สาขาวิชา การวิจัยการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการ

จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค

STAD เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) และการเรียนแบบปกติ เป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้เรียน

มีความเอาใจใส่รับผิดชอบตนเอง และกลุ่มร่วมกับสมาชิกอื่น ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถ

ต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ มุ่งหวังให้นักเรียน

ได้พัฒนาความรู้ ความคิดในเนื้อหาสาระเชิงวิทยาศาสตร์ และความมีวินัย ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้

จึงมีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาผลการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค

STAD เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) และการเรียนแบบปกติ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียน

วิทยาศาสตร์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT)

และการเรียนแบบปกติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551

โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 จำนวน 127 คน

จาก 3 ห้องเรียน ได้มาโดยการทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของคะแนนสอบคัดเลือก

ของนักเรียนจำนวน 10 ห้องเรียน แล้วเลือกห้องที่มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน จำนวน 3 ห้องเรียน

เพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ จากนั้นทำการสุ่มเพื่อจำแนกวิธีสอน (Random Assignment)

เพื่อจำแนกออกเป็นกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน จำนวน 43 คน กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 จำนวน 1

ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 41 คน และกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน

43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 4 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือตามเทคนิค

STAD เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) และการเรียนแบบปกติรูปแบบละ 10 แผน ทำการสอน

แผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ พลังงาน

ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 50 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.21

ถึง 0.60 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.90 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดขั้นสูงเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ พลังงาน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ

มีค่าความยากรายข้อ (p) ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.76 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.60

และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.88 และแบบวัดความมีวินัย จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

แบบวัดเจตคติต่อความมีวินัย ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) ค่าความเชื่อมั่น

ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.76 แบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรมด้านความมีวินัย เป็นสถานการณ์ (Situational

Test) ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.61 และแบบวัดการปฏิบัติตนที่แสดงถึงความมีวินัย

แบบรายการที่เป็นกิจกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงความมีวินัย ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.65

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน

การวิจัยใช้ F-test (MANOVA and ANOVA) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD มีค่าเฉลี่ยของ

คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดขั้นสูง และความมีวินัยเท่ากับ 29.93

26.41 และ 216.46 ตามลำดับ นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) มีค่าเฉลี่ย

ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดขั้นสูง และความมีวินัยเท่ากับ 28.00

23.05 และ 217.53 ตามลำดับ และนักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบปกติ มีค่าเฉลี่ยของคะแนน

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดขั้นสูง และความมีวินัยเท่ากับ 25.00 18.49

และ 203.98 ตามลำดับ

2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญ

ทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD

เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) มีทักษะการคิดขั้นสูงและความมีวินัย สูงกว่านักเรียนที่เรียน

โดยใช้การเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

โดยสรุป นักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปกติ และนักเรียนที่เรียน

โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือตามเทคนิค STAD เทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) มีทักษะการคิด

ขั้นสูงและความมีวินัย สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบปกติ ดังนั้นจึงควรสนับสนุน

และส่งเสริมให้ครูวิทยาศาสตร์นำกิจกรรมดังกล่าว ไปใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เรื่องอื่น ๆ

ต่อไป

 

38.  ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ

ทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD

กับเทคนิค TAI

ผู้วิจัย นางภาณี ระรื่นรมย์

กรรมการควบคุม อาจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม และอาจารย์ ดร.สมทรง สิทธิ

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องอาศัยวิธีการในการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ที่หลากหลายและมีความเหมาะสมกับผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค

TAI และเทคนิค STAD เป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีประสิทธิภาพ

ยิ่งขึ้น การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI และ

เทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้

เรียนกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI และเทคนิค STAD เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ระหว่างการจัดการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI และเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย

เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ อำเภอเมืองนครราชสีมา

จังหวัดนครราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2551 จำนวน 60 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่ม ผู้วิจัยสุ่มนักเรียนออกเป็น 2 ห้อง

ห้องละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองที่ 1 เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI

และกลุ่มทดลองที่ 2 เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค STAD เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรง

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 13 แผน และแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD

จำนวน 13 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ แบบปรนัย 3 ตัวเลือก

จำนวน 20 ข้อ ค่าอำนาจจำแนก.20 -1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.91 แบบวัดทักษะกระบวน

ทางวิทยาศาสตร์แบบปรนัย 3 เลือกจำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .21 - .73

ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .79 และแบบทดสอบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบบลิเคิร์ทสเกลชนิด 3 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .63-.83 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

.76 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ

การทดสอบสมมติฐานใช้ Independent Samples (t–test)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

เทคนิค STAD เรื่อง แรง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ

86.27 / 86.00 และ 82.34/81.00 ตามลำดับ

2. ค่าดัชนีประสิทธิผลในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI และการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค STAD เรื่องแรง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.7985 และ 0.7233 ตามลำดับ แสดงว่านักเรียนมีก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ

79.85 และร้อยละ 72.33 ตามลำดับ

3. นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

วิทยาศาสตร์สูงกว่า (p < .05) แต่มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์

ไม่แตกต่าง จากนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้เทคนิค STAD

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค TAI สามารถพัฒนา

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้สูงกว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD

แต่สามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ไม่แตกต่างกัน

ดังนั้นครูผู้สอนควรเลือกทั้ง 2 วิธี ไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของเนื้อหา เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน

บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต่อไป

 

39.  ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD เรื่อง ระบบนิเวศ กลุ่มสาระ

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสมคิด ภูถมดี

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์จีระพรรณ สุขศรีงาม

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

กิจกรรมการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม

ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด เรียนรู้ทักษะทางสังคมมีความรับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม ร่วมกับสมาชิกอื่น

และผู้เรียนมีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน และทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ การศึกษา

ค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD เรื่อง

ระบบนิเวศ ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มี ประสิทธิภาพ 80 /80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ก่อนและหลังเรียน และ

3) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียน

ยางตลาดวิทยาคาร อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2

จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่

แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ .21 ถึง .85 มีค่าความเชื่อมั่น

ทั้งฉบับเท่ากับ .82 และแบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (r xy) รายข้อตั้งแต่

.21 ถึง .68 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ

ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฎดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD เรื่อง ระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.25/80.27 สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด

2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแผนการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD มีความพึงพอใจต่อ

การเรียนโดยรวมและเป็นรายด้านทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ด้านการวัดผลประเมินผล ด้านสาระการเรียนรู้ และด้านสื่อการเรียนการสอน

โดยสรุป แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ที่พัฒนาขึ้นนับเป็นกระบวนการจัด

การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ สมควรนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการเรียนการสอน และ

กลุ่มสาระอื่น สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพอื่ ยกระดับ

คุณภาพการศึกษาได้เป็นอย่างดี

 

40. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

เรื่อง สารและสมบัติของสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางภฤดา เลียบสูงเนิน

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารและสมบัติของสาร โดยใช้กระบวนการ

กลุ่มร่วมมือแบบ STAD เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มีความเหมาะสม

เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และได้ใช้กระบวนการกลุ่มในการเรียนรู้ เนื่องจากผู้เรียนได้พัฒนา

ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี

ประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน

การศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัด

ศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549

จำนวนนักเรียน 45 คน จากห้องเรียน 1 ห้อง ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ใน

การศึกษาค้นคว้า มี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน ใช้เวลาสอน

แผนละ 3 ชั่วโมง รวม 15 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิด

เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.58 ค่าความเชื่อมั่น

ของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.54 และค่าความเชื่อมั่น

เท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ

การทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มร่วมมือ

แบบ STAD เรื่อง สารและสมบัติของสาร มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.36/81.50 นักเรียนที่เรียนด้วย

แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง

สารและสมบัติของสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพเหมาะสม และนักเรียนมี

ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก สามารถนำไปจัดกระบวนการเรียนรู้หรือใช้เป็นแนวทางในการสร้าง

และพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับพัฒนาผู้เรียนในโอกาสต่อไปได้

 

41.  ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD เรื่อง พลังงานแสง

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวเดือนเพ็ญ จันทะคาด

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การเรียนรู้ที่ผู้เรียนศึกษาแบบร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหา อภิปรายแสดงความคิดเห็น

ด้วยเหตุผล จนสามารถแก้ปัญหาต่างๆ จนบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียน สามารถพัฒนา

ศักยภาพการเรียนจนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ที่มีค่าประสิทธิภาพ 75/75 (2) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ

กลุ่มร่วมมือ STAD เรื่อง พลังงานแสงที่พัฒนาขึ้น (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ(4) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550

โรงเรียนโกมลวิทยาคาร อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จำนวน 40 คน ได้มาโดยสุ่มแบบกลุ่ม

เครื่องมือในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ

STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6

แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.78 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 และแบบวัด

ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD จำนวน 20 ข้อ

มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.64 ถึง 0.69 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.72

ผลการศึกษาปรากฏดังนี้

1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ แบบกลุ่มร่วมมือ STAD

เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีประสิทธิภาพ เท่ากับ 79.52 / 78.75

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 0.6148

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD มีคะแนน

เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ที่ระดับ .05

4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สามารถนำไปใช้ในการพัฒนา

กระบวนการเรียนการสอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เพื่อบรรลุตามความมุ่งหมายในการเรียนอย่างมี

ประสิทธิภาพ

 

 

42.  ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD

เรื่อง ไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า ว่าที่ร้อยตรีหญิงฐิติมา พรมนาไร่

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาตราจารย์จีระพรรณ สุขศรีงาม

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

กระบวนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนส่วนใหญ่

ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากครูส่วนใหญ่สอนโดยเน้นความรู้ความจำมากกว่าการพัฒนา

ความสามารถของผู้เรียนและส่งเสริมกระบวนการกลุ่ม ลักษณะการทำงานของนักเรียนมีลักษณะ

ต่างคนต่างทำ ไม่มีการหมุนเวียนหน้าที่ในการปฏิบัติการกลุ่ม ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียน

ต่ำ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค

STAD เรื่อง ไฟฟ้า ได้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผน

การจัดการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง

ที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนนักเรียน 38 คนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550

โรงเรียนหนองใสพรเจริญวิทยา อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร จำนวนนักเรียน 38 คน ซึ่งได้มา

โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือแผน

การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 5 แผน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฎดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ที่ได้สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ

เท่ากับ 94.10/84.47 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD

มีค่าเท่ากับ 0.7487 หรือคิดเป็นร้อยละ 74.87 หมายความว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน

คิดเป็นร้อยละ 74.87

3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค

STAD โดยรวมและรายด้าน 4 ด้าน คือ ด้านสาระการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านการวัดผลประเมินผล อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เรื่อง ไฟฟ้า

ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาความสามารถของผู้เรียนและส่งเสริม

กระบวนการกลุ่ม ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กันมีการช่วยเหลือกันและกัน

ในการเรียน ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี และมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนสูงขึ้น

 

43. ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ

เทคนิค STAD เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผู้ศึกษาค้นคว้า นางเดือนฉาย พลเยี่ยม

อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.สมทรง สิทธิ

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มีความเหมาะสม ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญในการค้นพบความรู้หรือประสบการณ์

การเรียนรู้ โดยการปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มสมาชิกคละความสามารถ แบ่งหน้าที่

รับผิดชอบชัดเจน ช่วยเหลือกัน เพื่อความสำเร็จของกลุ่ม ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ จึงมี

ความมุ่งหมายเพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้

กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75

(2) หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ

เทคนิค STAD (3) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD (4) ศึกษาความพึงพอใจ

ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกุดชุมวิทยาคม

อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 2 ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน จากห้องเรียน 1 ห้อง ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster

Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

จำนวน 10 แผน เป็นแผนที่มีคุณภาพระดับเหมาะสมมากที่สุด ( X = 4.58) ใช้เวลาสอน 15

ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 5 ตัวเลือก จำนวน

40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.68 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ

เท่ากับ 0.82 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบ

มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.65

และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้

กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.89/79.38 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6947

แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 69.47 นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้โดยใช้

กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มโดยพึ่งพา

อาศัยกัน ให้ความสนใจในการเรียน กระฉับกระเฉง รู้จักการบ่งปัน การเสียสละ ให้ความช่วยเหลือ

ซึ่งกันและกัน รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย

การแลกเปลี่ยนความรู้ทำให้เกิดความคุ้นเคยกัน เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี มีความสามัคคีและพัฒนาทักษะ

การสื่อสาร นักเรียนกล้าแสดงออกมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจ

ต่อการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD

เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานโดยพึ่งพา

อาศัยกัน มีปฏิสัมพันธ์ มีความรับผิดชอบในการเรียนรู้ ทำให้มีประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล

เหมาะสม แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก สามารถ

นำไปจัดกระบวนการเรียนรู้หรือใช้เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับ

พัฒนาผู้เรียนในโอกาสต่อไปได้

 

44.  ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD วิชาฟิสิกส์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ผู้ศึกษาค้นคว้า _ นายนิกร โพธิ์กฎ

อาจารย์ที่ปรึกษา _ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มอารีย์

ปริญญา _ กศ.. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน

มหาวิทยาลัย _ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปัญหาที่พบคือ ผู้เรียน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์อยู่ในระดับต่ำ และมีทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือน้อยมาก

จากปัญหาดังกล่าวหากใช้ความพยายามพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมด้านการเรียนรู้และ

ทักษะกระบวนการกลุ่มร่วมมือ ในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ให้หลากหลายและเหมาะสม คงจะช่วย

ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงมีความมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการ

จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD วิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์

80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เพื่อเปรียบเทียบ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD วิชาฟิสิกส์

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนกุดชุมวิทยาคม จำนวน 32 คน ซึ่งได้มา

จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 3 ชนิด

ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD วิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

จำนวน 8 แผน ใช้เวลาจัดกิจกรรมแผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

วิชาฟิสิกส์ แบบปรนัยชนิด 5 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23

ถึง 0.81 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ STAD วิชาฟิสิกส์ 1 ฉบับ จำนวน 15

ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.35 ถึง 0.76 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการ

วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples)

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

วิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.57/81.03 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

มีค่าเท่ากับ 0.6904 .ซึ่งแสดงว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD ทำให้

นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 69.04

3. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD

วิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนและการจัดกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับ

มาก

โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD วิชาฟิสิกส์

มีประสิทธิภาพเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีทักษะการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือ

และให้ความร่วมมือในการเรียนดีขึ้น สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้

 

45.  ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความรู้สึกเชิงจำนวน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและ

การลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 2 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD กับ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติ

ผู้วิจัย นางกุหลาบ สีหาพงศ์

กรรมการควบคุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ท้ายเรือคำ และอาจารย์ ดร.ชวลิต ชูกำแพง

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา การวิจัยการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ จำเป็นต้องอาศัยวิธีการในการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ที่หลากหลายและมีความเหมาะสมกับผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค

STAD เป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัย

ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกเชิงจำนวน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มี

ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน

และระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติ

กลุ่มตัวอย่างทใี่ ช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ไดแ้ ก่

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านภูมิซรอล กลุ่มตรวจราชการมออีแดง อำเภอกันทรลักษ์

จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 56 คน จาก 2 ห้อง ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีจับ

สลากห้องเรียน เพื่อใช้ห้องหนึ่งจำนวน 28 คน เป็นกลุ่มทดลอง และอีกห้องหนึ่งจำนวน 28 คน

เป็นกลุ่มควบคุม จัดนักเรียนเข้าสู่ห้องเรียนใช้วิธีคละความสามารถ โดยกลุ่มทดลองเรียนด้วยการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และกลุ่มควบคุมเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามปกติ กลุ่มสาระการเรียนรู้

คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 17 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย

ใช้เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์

และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 17 แผน แผนละ 1 ชั่วโมงแบบทดสอบวัดความรู้สึกเชิงจำนวน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากรายข้อ (p) ตั้งแต่ .21 ถึง

.75 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ตั้งแต่ .25 ถึง .67 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ( KR20 ) เท่ากับ .89

และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแบ่งเป็น

2 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความ

ยากรายข้อ (p) ตั้งแต่ .21 ถึง .88 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ตั้งแต่ .25 ถึง .83 ค่าความเชื่อมั่น

ทงั้ ฉบับ ( KR20 ) เทา่ กับ .89 ตอนที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระ

การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 25 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ .24 ถึง .95

ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) และ t-test

(Independent Samples)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และนักเรียน

ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติ มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้สึกเชิงจำนวน ความสามารถ

ในการคิดวิเคราะห์ และคะแนนสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ

จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทั้งสามตัวแปร

2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (ANA) ไม่แตกต่างกัน

3. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติมีความรู้สึกเชิงจำนวน (NUM) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ที่ระดับ .01

4. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD และการจัด

กิจกรรมการเรียนรู้ตามปกติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ACH)

แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค STAD เป็นการจัดการเรียนการสอน

ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ช่วยพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จึงควรสนับสนุนให้ครูคณิตศาสตร์นำไปใช้ในการเรียนการสอนทุกระดับชั้น

 

46.  ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน

และทศนิยม และการคิดวิเคราะห์ ระหว่างวิธีเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD

สอดแทรกเมตาคอกนิชัน วิธีเรียนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ และวิธีเรียน

ตามคู่มือครู สสวท. ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้วิจัย นางภาวิณี คำชารี

กรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิวรรณ พีรศักดิ์โสภณ และรองศาสตราจารย์มณเฑียร

พัวไพบูลย์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา การวิจัยการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

กระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นหัวใจสำคัญของการเรียน ผู้สอนควรใช้เทคนิคการจัดการ

เรียนการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ การเรียนแบบร่วมมือ

เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน การเรียนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ และการเรียน

ตามคู่มือครู เป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สามารถส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิดเป็น ทำเป็น

แก้ปัญหาได้ เป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จในการเรียน การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ

1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ ระหว่างก่อน

กับหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน

2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ ระหว่างก่อน

กับหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ 3) เปรียบเทียบความสามารถ

ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ ระหว่างก่อนกับหลังเรียน ของนักเรียนกลุ่ม

ที่เรียนตามคู่มือครู 4) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์และการคิด

วิเคราะห์ ระหว่างวิธีเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน วิธีเรียนตามแนว

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ และวิธีเรียนตามคู่มือครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านดงเมือง (ดงเมืองวิทยา) อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี สังกัด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 120 คน ซึ่งได้มาโดยการ

สุ่มแบบกลุ่ม เป็นกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม ๆ ละ 40 คน และกลุ่มควบคุม 40 คน เครื่องมือที่ใช้ใน

การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ 3 วิธี คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์แผนการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู วิธีละ 15 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความสามารถ

ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 8 ข้อ และแบบทดสอบวัดความสามารถ

ในการคิดวิเคราะห์ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน และ

F-test (Repeated Measures MANOVA)

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. กลุ่มนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีเรียนตามคู่มือครู สสวท. วิธีเรียนตามแนวทฤษฎี

คอนสตรัคติวิสต์ และวิธีเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน มี

ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ และการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. กลุ่มนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน มี

ความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีเรียนตามคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญ

ทางสถิติที่ระดับ .01 แต่กลุ่มนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน

กับกลุ่มนักเรียนที่เรียนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ไม่

แตกต่างกัน กลุ่มนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชันมี

ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่เรียนตามแนวทฤษฎีสตรัคติ

วิสต์กับนักเรียนที่เรียนตามคู่มือครู สสวท. มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาไม่แตกต่างกัน

โดยสรุป การเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สอดแทรกเมตาคอกนิชัน เป็นวิธีการเรียน

การสอนที่เน้นกระบวนการคิด ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มี

ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงควรสนับสนุนให้ครูคณิตศาสตร์นำไปใช้ในการเรียนการสอนในทุกระดับ

สูงขึ้น

 

47.  ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสอง

ตัวแปรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยวิธีเรียน

แบบร่วมมือแบบ STAD กับการสอนแบบปกติ

ผู้วิจัย นางสาวอุษา ยิ่งนารัมย์

กรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์ ดร.บุญชม ศรีสะอาด และอาจารย์ธัญญลักษณ์ ทองอินทร์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา การวิจัยการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ

ผลการประเมินภายนอกของโรงเรียนในภาพรวมระดับประเทศของสำนักงานรับรอง

มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

วิชาคณิตศาสตร์ต่ำ การเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD เป็นรูปแบบการเรียนที่มีกิจกรรมการเรียน

การสอนที่น่าจะช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียน การวิจัยครั้งนี้

จึงนำวิธีสอนแบบร่วมมือแบบ STAD มาจัดการเรียนรู้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบ

ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ที่ได้รับการสอนโดยวิธีเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD กับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้

ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบัวหลวงวิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์

จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือแบบ STAD จำนวน 30 คน

และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนแบบปกติจำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือ

ที่ใช้ในการวิจัย มีจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียน

การสอนแบบร่วมมือแบบ STAD (2) แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบปกติ

แบบละ 20 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบ

เลือกตอบ ชนิด 5 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยาก (p) ระหว่าง . 43 ถึง .70 ค่าอำนาจ

จำแนกรายข้อ (B) อยู่ระหว่าง .22 ถึง .54 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .86 (4) แบบทดสอบ

วัดทักษะกระบวนการคณิตศาสตร์ เป็นแบบทดสอบเลือกตอบ ชนิด 5 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ

ซึ่งมีค่าความยาก (p) ระหว่าง .47 ถึง .73 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) อยู่ระหว่าง .27 ถึง .74

ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .81 และ (5) แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน

วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Independent

Samples) และ ANCOVA

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. แผนและวิธีการจัดการเรียนรู้และการสอนโดยใช้วิธีเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD

ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.83/86.22 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงว่าแผนการจัด

การเรียนรู้มีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้

2. แผนและวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD ที่สร้างขึ้น

มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .7745 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 77.45

3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีเรียน

แบบร่วมมือแบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร สูงกว่า

นักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีเรียนแบบร่วมมือ

แบบ STAD มีทักษะกระบวนการคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร สูงกว่า

นักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีเรียนแบบร่วมมือ

แบบ STAD มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร

สูงกว่า นักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

โดยสรุป การสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้และการสอนโดยใช้

การเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD ทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่า

นักเรียนที่สอนแบบปกติ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD

ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้

ให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของรายวิชาได้ดี

 

48.  ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

เรื่อง บทประยุกต์ และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรู้แบบ STAD

และการเรียนรู้ตามปกติ

ผู้วิจัย นางสาวปรีดา พระโรจน์

กรรมการควบคุม รองศาสตราจารย์สมนึก ภัททิยธนี และอาจารย์ ดร.มะลิวัลย์ ถุนาพรรณ์

ปริญญา กศ.. สาขาวิชา การวิจัยการศึกษา

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2551

บทคัดย่อ

การพัฒนาการคิดในการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ

ต้องอาศัยเทคนิคและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและที่สำคัญต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ สถานศึกษา

ต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การปฏิบัติ การนำความรู้ไป

ประยุกต์ใช้ โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เน้นให้นักเรียนที่มีความสามารถที่แตกต่างกันได้เรียนรู้

แบบร่วมมือ เกิดความร่วมมือ ความรับผิดชอบและการช่วยเหลือกัน มีการอภิปรายแลกเปลี่ยน

ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี การวิจัยครั้งนี้มีความ

มุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง

บทประยุกต์ และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ระหว่างนักเรียนที่เรียนรู้แบบ STAD และการเรียนรู้ตามปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองโนไชยวาน และโรงเรียนอนุบาลบ้าน

เพียมิตรภาพที่ 138 อำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 4 ภาคเรียนที่ 2

ปีการศึกษา 2550 จำนวน 67 คน จากห้องเรียน 2 ห้อง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purpoive

Sampling) ใช้เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองโนไชยวาน จำนวน

27 คน ที่เรียนรู้แบบ STAD และเป็นกลุ่มควบคุม 1 ห้อง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนอนุบาล

บ้านเพียมิตรภาพที่ 138 จำนวน 40 คน ที่เรียนรู้ตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด

ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้มี 2 แบบ คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ STAD และแผนการจัด

การเรียนรู้ตามปกติ แบบละ 16 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4

ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ .28 ถึง .65 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .82 ฉบับที่ 2

แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 25 ข้อ แบ่งเป็นวัดความสามารถ

5 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการอ้างอิง การตระหนักในข้อตกลงเบื้องต้น การนิรนัย และ

การตีความ การประเมินข้อโต้แย้ง มีค่าความยากรายข้อ (p) ตั้งแต่ .34 ถึง .64 มีค่าอำนาจจำแนก

รายข้อ (r) ตั้งแต่ .28 ถึง .65 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .79 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์

ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t - test , r xy

และ Hotelling –T2

ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1. นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบ STAD และนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ตามปกติ

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการ

เรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สูงกว่า

นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

โดยสรุป การเรียนรู้แบบ STAD ทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียน และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามปกติ

ครูผู้สอนจึงสามารถเลือกใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ STAD ดังกล่าว ได้อีกวิธีหนึ่ง

 

49. ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องการบวกการ