รายนามผู้เข้ารับปริญญากิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๐-๒๕๖๑

โพสต์24 มี.ค. 2562 05:55โดยAlee Muhammat   [ อัปเดต 9 พ.ค. 2562 02:12 ]

พระสุบิณ  ปณีโต ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การพัฒนาชีวิตและชุมชนแบบบูรณาการ)
นายศิริพงษ์  โทหนองตอ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ)
นายสินธพ  อินทรัตน์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ)
นายพิมพ์  ขำต้นวงษ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การพัฒนาชีวิตและชุมชนแบบบูรณาการ)

ผู้เขียน สิทธิเดช จันทรศิริ และ วิเชียร วชิรเสรีชัย
บรรณาธิการโดย สิทธิเดช จันทรศิริ



พระสุบิน ปณีโต
ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชีวิตและชุมชนแบบบูรณาการ

พระสุบิน  ปณีโต เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๖ ณ บ้านเกาะขวาง ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดตราด การศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และนักธรรมชั้นเอก อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ ณ วัดบางปรือ อำเภอเมือง จังหวัดตราด หลังจากอุปสมบทแล้วได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จนทำให้ตัดสินใจยึดมั่นในเพศบรรพชิต และเปลี่ยนวิธีคิดจากที่เคยสนใจในเครื่องรางของขลัง มาเป็นการหมั่นศึกษาหาความรู้ และปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านพุทธทาส ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดตราด

พระสุบิน  ปณีโต ได้พิจารณาเห็นปัญหาของชุมชนท้องถิ่นจังหวัดตราดที่เกิดจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ชุมชนขาดความรู้ ขาดผู้นำทางความคิด ขาดปัญญาในการดำรงชีวิตให้หลุดพ้นจากหนี้สิน ประกอบกับในขณะที่พระสุบินอยู่ภาคใต้  ได้พบเห็นปัญหาการจับตัวเรียกค่าไถ่ จึงเห็นว่า หากชุมชนอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่คงจะแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นต้องรวมคนให้ได้เพื่อเป็นพลังในการต่อสู้ ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นในภายหลัง โดยได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ ๙ ที่สอนให้พสกนิกร “รู้ รัก สามัคคี” เป็นหลักคิด รวมทั้งได้ประยุกต์แนวคิดเรื่องการออมครบวงจรชีวิตของครูชบ  ยอดแก้ว และคำสอนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะศีลห้า พรหมวิหารสี่ มงคลสูตร (ข้อสงเคราะห์ญาติ)และสังคหวัตถุธรรม และทำการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่วัดไผ่ล้อม เพื่อส่งเสริมให้เกิดองค์กรการจัดหาทุนของชุมชน ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในชนบททำให้ชาวชุมชนรวมตัวกันทำกองทุนกลุ่มสัจจะ สร้างการประหยัดและอดออมให้กับชาวบ้าน สอนให้ชาวบ้านรู้จักการบริหารจัดการเงินทุน โดยยึดหลักการทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อน ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความเป็นพี่น้อง และรักสามัคคีกัน หลังจากการทำงานของพระสุบินเป็นเวลาร่วม ๓๐ ปี การจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ได้รับการยอมรับและเห็นถึงผลดี จนแพร่หลายครอบคลุมเกือบทุกตำบล ในจังหวัดตราด ปัจจุบันเกิดกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แล้ว ๑๖๕ กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน ๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มีสมาชิกทั้งจังหวัดตราด รวมกัน ๖๒,๐๐๐ คนเศษ

สำหรับวิธีการออมทรัพย์ของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์นั้น พระสุบินเชิญชวนชาวบ้านให้ทดลองนำเงินมาฝากเป็นเงินทุนโดยเริ่มต้นอย่างต่ำ ๑๐ บาท อย่างสูง ๑๐๐ บาท ต่อคนต่อเดือน และเก็บเงินฝากไว้ ในกลุ่มฯ โดยไม่ต้องไปฝากสถาบันการเงินอื่นๆ เพื่อให้คนในชุมชนได้เรียนรู้บัญชี และเรียนรู้ลักษณะนิสัยของคน  ส่วนการกู้เงินจะต้องทยอยส่งคืนเงินกู้ให้กลุ่มฯทุกเดือนตามกำหนดอย่างเคร่งครัด
ส่วนการบริหารจัดการเงินกู้มีหลายวิธี เช่น เมื่อผู้กู้ไม่ส่งเงินคืน ผู้ค้ำประกันก็จะต้องเป็นผู้ส่งคืนเงินกู้แทน แต่ถ้าหากทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกันไม่ส่งคืนเงินกู้ ทางกลุ่มก็จะเขียนชื่อผู้ที่กู้ไปแล้วแต่ไม่ส่งคืนเงินกู้ ให้สมาชิกทราบ หากสมาชิกคนอื่นต้องการจะกู้เงินก็จะต้องไปช่วยกันติดตามเงินคืน หรือหากไม่อยากไปติดตาม แต่ต้องการใช้เงินก็ต้องหารเฉลี่ยออกแทนผู้กู้รายนั้นไปก่อน จนกว่าจะไปติดตามทวงเงินมาได้ หรือหากผู้ที่กู้เงินไปแล้วแต่ส่งคืนไม่ไหว ก็อาจพักหนี้ได้ แต่วิธีการพักหนี้จะพักไม่นาน วิธีการแก้ไขของกลุ่มจะให้ผู้กู้ผ่อนเงินต้นคืนมาก่อน เมื่อผ่อนเงินต้นหมด จึงค่อยส่งดอกเบี้ยหรือค่าบำรุงภายหลัง

บางครั้งการบริหารจัดการของกลุ่มจะให้ผู้กู้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระ ถ้าหากมีการโกงก็ขอให้ มีอันเป็นไปหรือเป็นบ้า ทำมาหากินไม่ขึ้น แต่หากใครทำดีก็ขอให้ประสบความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญเป็นการใช้จิตวิทยาเข้ามาจัดการ
  
สำหรับเงินสะสมของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แต่ละกลุ่มในแต่ละชุมชน (ไม่รับสมาชิกนอกชุมชน) จะนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาของสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาหนี้สิน การลงทุนประกอบอาชีพ ซื้อที่ดินเพื่อการเกษตร สร้างที่อยู่อาศัย และการศึกษาของบุตรหลาน โดยมีสวัสดิการและการปันผลประจำปีให้แก่สมาชิกด้วย กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แทบไม่มีหนี้สูญ เนื่องจากสมาชิกจะต้องค้ำประกันกันเองภายในวงเงินสะสมของผู้กู้และผู้ค้ำรวมกัน ในกรณีที่วิกฤติจริงๆ สมาชิกทุกคนของกลุ่มจะช่วยกันหารเฉลี่ยชำระหนี้ให้ 

ปัจจุบันกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มีความเข้มแข็ง เช่น สามารถช่วยไถ่ถอนที่ทำกินของชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการถูกนายทุนยึดที่ทำกินจนได้กลับคืนมา นอกจากนั้นยังมีสวัสดิการสำหรับยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน ยามชราหรือพิการ รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกแยกของคนในชุมชนด้วย โดยใช้เงื่อนไขธรรมชาติในการปรับตัวเข้าหากัน พูดคุยกัน สร้างความสามัคคีกัน  มีกิจกรรมทำร่วมกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนให้มีความสุขความเจริญ

นอกจากนั้น พระสุบินยังได้ร่วมกับชาวบ้านบ้านเปร็ดใน จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน บ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด เพื่อทำการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ ๒ หมื่นไร่ พ้นจากการบุกรุกทำนากุ้งของนายทุน และได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่โดยการปลูกป่า การเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ ให้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยชาวบ้านเป็นกำลังหลัก และหน่วยงานราชการสนับสนุนงบประมาณ

พระสุบิน  ปณีโต ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ พ.ศ.๒๕๔๐ ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับ ๓ รางวัล ได้แก่ รางวัลบุคคลดีเด่นด้านวัฒนธรรม สาขาภูมิปัญญาท้องถิ่น จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ รางวัลคนดีศรีสังคม จากมูลนิธิหมู่บ้าน และรับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โปรแกรมพัฒนาชุมชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

เนื่องจากการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นจนเป็นที่ประจักษ์ โดยได้ประกอบคุณงามความดีเพียบพร้อมสมบูรณ์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิต ชุมชน สังคมและประเทศชาติ สภาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงได้อนุมัติปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชีวิตและชุมชนแบบบูรณาการ ให้แก่ พระสุบิน ปณีโต เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป





นายศิริพงษ์  โทหนองตอ
ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ

นายศิริพงษ์  โทหนองตอ เกิดเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๗ ในครอบครัวเกษตรกรทำนาจังหวัดร้อยเอ็ด การศึกษาจบปริญญาตรีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทสาขาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในอดีตผ่านการทำงานมาแล้วหลายแห่ง เช่น สถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย และกองทุนสัตว์ป่าโลก เป็นต้น ทำให้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศหลายประเทศ 

ปัจจุบันลาออกจากการเป็นพนักงานในสถาบันต่างๆ เพื่อใช้ชีวิตอิสระทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และประกอบอาชีพส่วนตัวด้วยการทำสวน ปลูกต้นไม้ ปลูกสมุนไพร ในพื้นที่ ๑๔ ไร่ของตนเอง และสร้างสรรค์นวัตกรรมการทำ “ป่าครอบครัว” ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้ผู้คนจากในและต่างประเทศได้ศึกษาดูงาน ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าครอบครัวคือหน่วยสำคัญของการเริ่มต้นที่สามารถจะทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ มากมายหลายอย่าง ดังนั้นถ้าครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจ ช่วยกันปลูกป่า ช่วยกันดูแล และมีความรับผิดชอบร่วมกัน จะทำให้มีป่าไม้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำ “ป่าครอบครัว”

นายศิริพงษ์นำแนวคิดเรื่องกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศวิทยา และแนวคิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของปราชญ์ชาวบ้าน และภูมิปัญญาสากลจากนักวิจัยและนักวิชาการเป็นแนวปฏิบัติในการสร้างป่าครอบครัวด้วย

แนวคิดเรื่อง “ป่าครอบครัว” ของนายศิริพงษ์  ไม่ใช่เป็นเพียงการปลูกต้นไม้ แต่เป็นกระบวนการฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและครอบครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหาร อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ  ส่งเสริมเศรษฐกิจครอบครัวจากฐานชีวภาพ ลดภาวะโลกร้อน และเป็นธนาคารพันธุกรรม ทั้งนี้เพื่อความผาสุกของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

นายศิริพงษ์ ใช้เวลาเกือบ ๒๐ ปี สำหรับการลงมือพลิกฟื้นผืนดินที่เคยแห้งแล้งและเสื่อมสภาพจากการใช้สารเคมีจำนวนมาก ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีความร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด ที่มีทั้งไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร พืชกินได้ ไม้เป็นยา มีระบบนิเวศวิทยาที่สมดุล เป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัย สามารถสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว

แนวความคิดและการกระทำของนายศิริพงษ์ เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้กับครอบครัวและผู้ที่สนใจ  อีกหลายๆ คนที่มีส่วนร่วมในการสร้างป่าครอบครัวที่ปลอดจากสารเคมีโดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ทำให้ได้อยู่กับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งยังเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับชุมชนที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนบุคคลที่สนใจ ต่างให้ความสนใจเดินทางเข้าเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานกันอย่างต่อเนื่อง

นายศิริพงษ์ ได้นำแนวคิดเรื่องป่าครอบครัวไปเสนอในเวทีการประชุมสมัชชาการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือที่เรียกว่า เบโด้ ปรากฏว่าได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ทำให้มีการขยายเครือข่ายไปอีกใน ๑๕ จังหวัดทั่วประเทศ และผลงาน “ป่าครอบครัว” ได้รับการยอมรับและเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว

ปัจจุบันนายศิริพงษ์ยังรับเป็นวิทยากรและผู้ประสานงานโครงการป่าครอบครัวแพนด้าแคมป์ จังหวัดอุทัยธานี เป็นผู้ดำเนินงานศูนย์ประสานงานเครือข่ายโครงการป่าครอบครัวเพื่อการพึ่งตนเองและความมั่นคงทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นผู้ดำเนินงานศูนย์อนุรักษ์และเรียนรู้ พืชสมุนไพรแพนด้าแคมป์ เป็นรองผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี เป็นอาจารย์ประจำศูนย์การเรียนรู้เพื่อปวงชน (ศรป.) จังหวัดอุทัยธานี สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เป็นวิทยากรบรรยายด้านสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง ตามคำสั่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ และเป็นนายกสมาคมอุทยานการเรียนรู้จังหวัดอุทัยธานี 

นายศิริพงษ์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ พ.ศ.๒๕๕๒ ได้รับหนังสือรับรองคาร์บอนเครดิตจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นคนแรกของประเทศไทย และได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน จากสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังได้รับ Certificate in grateful recognition of your professional support of Peace Corps in Thailand from Peace Corps of the United States of America. Certificate in Environmental Education for 
Overseas Students from University of Strathclyde. Certificate Upon Successful Completion of the First ANNUAL International Course on Applied Environmental Education from The Smithsonian Institution Environmental Education & Conservation Global The ZoologicalPark Organization.

เนื่องจากการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นจนเป็นที่ประจักษ์  โดยได้ประกอบคุณงามความดีเพียบพร้อมสมบูรณ์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิต ชุมชน สังคมและประเทศชาติ  สภาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงได้อนุมัติปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ ให้แก่ นายศิริพงษ์ โทหนองตอ เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป




นายสินธพ  อินทรัตน์
ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ

นายสินธพ อินทรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๓ ณ บ้านเลขที่ ๕๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การศึกษาจบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายสินธพได้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ได้แก่ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม (พ.ศ.๒๕๔๒– ปัจจุบัน) นายกสมาคมสวัสดิการภาคประชาชน จังหวัดสงขลา (พ.ศ.๒๕๔๘ – ๒๕๕๐) ประธานกลุ่มออมทรัพย์ หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าข้าม เลขาธิการสมาพันธ์กลุ่มออมทรัพย์ ตำบลท่าข้าม ประธานกองทุนสวัสดิการภาคประชาชน ตำบลท่าข้าม (สัจจะลดรายจ่ายวันละ ๑ บาท) ที่ปรึกษาสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา รองนายกสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสงขลา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคม จังหวัดสงขลา (พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๑) ประธานสภาวัฒนธรรม ตำบลท่าข้าม ประธานคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ๓ ตำบล (ท่าข้าม, ทุ่งใหญ่, น้ำน้อย) ประธานชมรมนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดสงขลา ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนเครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตท่าข้าม (ศรช.ท่าข้าม) ศรป.สงขลา สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน และเป็นอาจารย์ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ วิชาสังคมประชา-ธิปไตย และวิชากฎหมายในชีวิตประจำวันของ ศรป. สงขลาด้วย

นายสินธพ มีผลงานเป็นผู้จัดการโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนตำบลท่าข้ามและขยายผลสู่เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (พศส. ๒๓ เกลอ) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ อบต.ท่าข้ามเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่าย ๒๓ เกลอ ได้เรียนรู้ ผ่านแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน (เครือข่าย ๒๓ เกลอ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่ ๓ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดปัตตานี) เป็นผู้ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ “ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ๘ ประเด็น” ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบาย “มิติใหม่ ตำบลท่าข้าม ไร้ถังขยะ” ขับเคลื่อนกฎ กติกาชุมชน “ธรรมนูญสุขภาวะชุมชนตำบลท่าข้าม” ขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการตำบล จนผลงานทั้งหมดได้บูรณาการกันจนกระทั่งกลายเป็นรูปแบบของการพัฒนาท้องถิ่น “ท่าข้ามโมเดล” ที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาระดับตำบล ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และการเมืองท้องถิ่น ผสมผสาน กันไปนอกจากนั้นยังได้ดำเนินโครงการ “แก้หนี้ แก้จน เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนอีกด้วย

นายสินธพ ได้จัดหลักสูตรการฝึกอบรม “ท่าข้ามโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบของการพัฒนาตำบลท่าข้ามที่ถอดองค์ความรู้มาจากคนทำงานที่ทำงานสำเร็จ และใช้สถานที่ในท้องถิ่นเป็นแหล่งเรียนรู้ของเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย ๙ ระบบ คือ ๑) ระบบการจัดการตำบล ๒) ระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการชุมชน ๓) ระบบการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๔) ระบบการจัดการเด็กและเยาวชน ๕) ระบบการจัดการสุขภาพชุมชน ๖) ระบบทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานทดแทน ๗) ระบบข้อมูลและการสื่อสารชุมชน ๘) ระบบอาสาสมัครชุมชน และ ๙) ระบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

นายสินธพได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ พ.ศ.๒๕๕๒ ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณผู้บริหารท้องถิ่นดีเด่น ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต จากมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๕๔ ได้รับ ๔ รางวัล ได้แก่ ได้รับโล่เกียรติคุณ บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลที่มีผลงานดีเด่น สาขาการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต จากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้รับเกียรติบัตร รางวัลชนะเลิศระดับภาคประเภทหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดีเด่น จากสถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการ
ศึกษาตามอัธยาศัยภาคใต้ ได้รับโล่เกียรติคุณ รางวัลชนะเลิศอันดับ ๑ การประกวดนวัตกรรมชุมชนดีเด่นจังหวัดสงขลา ประเภท ๑ กองทุนหลักประกันสุขภาพ ระดับ อบต.ขนาดกลางและขนาดเล็ก จากจังหวัดสงขลาและได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรและเข็มที่ระลึกผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในรอบปีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ.๒๕๕๕ ได้รับโล่เกียรติคุณ รางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความเป็นเลิศทางด้านการเสริมสร้างเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จากสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ.๒๕๕๖ ได้รับเกียรติบัตรบุคคลที่คิดดี ทำดี เทิดพระเกียรติ “ดวงใจพ่อ” จากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมป์ จังหวัดสงขลา พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้รับ ๒ รางวัล ได้แก่ ได้รับเกียรติบัตรผู้ส่งเสริมงานวัฒนธรรมระดับตำบล จากกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา และได้รับเกียรติบัตร “บุคคลต้นแบบ” การส่งเสริมสุขภาพ ของจังหวัดสงขลา

เนื่องจากการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นจนเป็นที่ประจักษ์ โดยได้ประกอบคุณงามความดีเพียบพร้อมสมบูรณ์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิต ชุมชน สังคมและประเทศชาติ สภาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงได้อนุมัติปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ ให้แก่ นายสินธพ อินทรัตน์ เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป





นายพิมพ์  ขำต้นวงษ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาการพัฒนาชีวิตและชุมชนแบบบูรณาการ

นายพิมพ์  ขำต้นวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๖ ณ ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลนจังหวัดนครปฐม การศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เดิมเป็นเกษตรกรทำนาของครอบครัว แต่ต่อมาได้พัฒนาตนเองเป็นช่างอู่ซ่อมรถ และจากเหตุการณ์ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ ได้ศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำปุ๋ยอินทรีย์อย่างจริงจัง จนกระทั่งภายหลังได้รับคำแนะนำจากองค์การบริหารส่วนตำบลนราภิรมย์ให้เข้าร่วมการสรรหาสุดยอด OTOP ของตำบลนราภิรมย์ ทำให้ได้รับการคัดเลือก ให้ทำการผลิตปุ๋ย
อินทรีย์อัดเม็ด โดยได้รับเงินสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลและจากการร่วมมือกันของสมาชิก ๗๗ คน ซึ่งสามารถผลิตปุ๋ยที่ใช้ได้ผลดี สามารถช่วยฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมให้กลับดีขึ้น ต่อมาได้ต่อยอด ทำการพัฒนาเป็นกลุ่มเกษตรกรก้าวหน้านราภิรมย์ มีการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ให้มีรูปลักษณะต่างๆ เช่น ทำปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์อัดแท่งปุ๋ยอินทรีย์ผง จำหน่ายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งในท้ายที่สุดต้องทำเป็นกิจการของตนเองด้วยการจดทะเบียนเป็นบริษัท ต้นวงษ์ศิริ จำกัด เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕

นายพิมพ์ได้ใช้ความรู้ความสามารถจากประสบการณ์ด้านช่าง เมื่อครั้งทำงานช่างในอู่ซ่อมรถ นำมาปรับใช้กับการสร้างเครื่องจักรกลผลิตปุ๋ยและทำการบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตนเอง จนมีความสามารถทำเครื่องจักรกลการเกษตรแบบครบวงจรได้ ซึ่งใช้เป็นต้นแบบของโรงงานและเครื่องจักรกลผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในเวลาต่อมา และได้พัฒนาการทำเครื่องจักรกลที่ทันสมัยอย่างจริงจังมากขึ้น สามารถทำเครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะเครื่องจักรกลผลิตปุ๋ยนั้น ได้ส่งมอบให้แก่โรงงานผลิตปุ๋ยอื่นๆ กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และชุมชนต่างๆ อีกมาก

นายพิมพ์ได้เปิดโรงงานเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรและบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจในกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันตลอดจนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป และทำการเผยแพร่ผลงานด้วยการจัดแสดงนิทรรศการในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และในงานมหกรรมต่างๆ นอกจากนั้นยังได้ทำแปลงนาสาธิตและทดลองปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี  

นายพิมพ์ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้รับรางวัลเทพทองพระราชทาน ครั้งที่ ๑๑ สาขาบุคคล ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน สังคม และประเทศชาติจากสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้รับรางวัลเทพทองพระราชทานครั้งที่ ๑๔ สาขาองค์กรดีเด่น ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทางด้านการเกษตร จากสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

เนื่องจากการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นจนเป็นที่ประจักษ์ โดยได้ประกอบคุณงามความดีเพียบพร้อมสมบูรณ์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิต ชุมชน และสังคมสภาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงได้อนุมัติปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาชีวิตและชุมชนแบบบูรณาการ ให้แก่ นายพิมพ์ ขำต้นวงษ์ เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป