เมธาจารย์ ม.ชีวิต

เมธาจารย์ ม.ชีวิต ๒๕๖๑

โพสต์24 มี.ค. 2562 00:51โดยAlee Muhammat   [ อัปเดต 24 มี.ค. 2562 05:39 ]



"เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต" หมายถึง ผู้มีคุณธรรมเป็นแบบอย่าง มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ชีวิตและงานที่โดดเด่น เป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชนและสังคมทั่วไป ในเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชุมชนและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น


เอกสารที่เกี่ยวข้อง

รายนามผู้เข้ารับใบประกาศเชิดชูเกียรติ “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” พุทธศักราช ๒๕๖๑
  • พระธรรมโมลี ดร. (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ) ปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาที่มีแต่ให้
  • พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. (นพบุรี  มหาวรรณ์) ผู้นำนักขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่ชุมชนยั่งยืน
  • นายนิคม  พรหมมาเทพย์  ปราชญ์พื้นบ้านแห่งล้านนา
  • นายบุญปรอด  เจริญฤทธิ์ ปราชญ์แห่งนาเกลือ




พระธรรมโมลี ดร. (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ)  ปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาที่มีแต่ให้

พระธรรมโมลี ดร. (ทองอยู่  ณาณวิสุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นามเดิมชื่อ นายทองอยู่ พิศลืม เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ณ หมู่ที่ ๕ บ้านตะตึงไถง ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นบุตรของนายเคล็มและนางแคน พิศลืม

พระธรรมโมลี ดร. บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ วัดกลางสุรินทร์  และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่วัดดังกล่าว ได้รับฉายา “ญาณวิสุทฺโธ” พ.ศ. ๒๔๙๗  สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก จากสำนักศาสนศึกษาวัดศาลาลอย พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๑๓ สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับปริญญาโท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (M.A.) สาขาสันสกฤต จากมหาวิทยาลัย  มัทราส ประเทศอินเดีย พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนา (พธ.ด.) จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  

พระธรรมโมลี ดร. ดำเนินงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงเป็นผู้ให้บริการและพัฒนาสังคมให้เจริญดีงามในทางสร้างสรรค์ของพระพุทธศาสนาและการประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่พุทธศาสนิกชนจนได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา และเป็นต้นแบบในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม

พระธรรมโมลี ดร. มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านภาษาขอม และบาลีสันสกฤต โดยได้เขียนบทความในการวิเคราะห์ความเป็นมาของคำศัพท์เขมรในพื้นที่สุรินทร์ ที่นำมาใช้เป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ ลงในวารสาร “จอมสุรินทร์” และเขียนหนังสือเรื่อง “สารัตถธรรม” ซึ่งเป็นงานวิจัยด้านศาสนา รวมทั้งเขียนงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเชิงวิเคราะห์วิถีชีวิต พฤติกรรมสุขภาพ และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของพระสงฆ์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก” ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระธรรมโมลี ดร. ได้ปฏิบัติงานการปกครอง ดังต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาลอย พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วัดศาลาลอยเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี และ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาลอยในสถานะของพระอารามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ และ พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑

พระธรรมโมลี ดร. ได้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ดังต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นกรรมการตรวจสอบ ธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดพิชยญาติการาม เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นครูสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น - ปลาย ณ โรงเรียนสตรีสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักศาสนศึกษาวัดบุญวาทย์วิหาร สำนักเรียนคณะจังหวัดลำปาง พ.ศ. ๒๕๒๓ – ๒๕๓๙ ปฏิบัติหน้าที่เจ้าสำนักเรียนคณะจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๔๗
เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนปริยัติโกศลวิทยา วัดกลางสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๑ - ปัจจุบัน เป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๔ – ปัจจุบันเป็นประธานศูนย์ครูพระปริยัตินิเทศก์จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๖ - ปัจจุบัน เป็นผู้รับใบอนุญาตจัดการโรงเรียนบาลีสาธิต (พระปริยัติธรรมแผนกสามัญ) วัดศาลาลอย พระอารามหลวง จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๙ - ปัจจุบัน เป็นกรรมการตรวจสอบบาลีสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๕๐ - ปัจจุบัน เป็นกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนสิรินธรและโรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๕๒ - ปัจจุบัน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์

พระธรรมโมลี ดร. ได้ปฏิบัติงานทางด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ดังต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นพระธรรมทูตจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นรองประธานกลุ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๓๗ - ปัจจุบัน  เป็นประธานจัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนเฉพาะส่วนของวัดศาลาลอย พระอารามหลวงในแต่ละปีมีเยาวชนเข้าบรรพชาเป็นสามเณรไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ รูป และเยาวชนสตรีร่วมปฏิบัติธรรมไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ คน พ.ศ. ๒๕๔๐ - ปัจจุบัน เป็นประธานกลุ่มเผยแพร่พระพุทธศาสนา จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๔๐ 
เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นหัวหน้าตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ภาค ๑๐ - ๑๑ วิ. พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นกรรมการที่ปรึกษา ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นประธานคณะทำงานศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ประจำศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดศาลาลอย

พระธรรมโมลี ดร. ได้ปฏิบัติงานด้านสาธารณูปการ ดังต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมา ดำเนินการในการจัดการ และจัดระเบียบวัด ทั้งดำเนินการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ของเดิมให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้วัดศาลาลอยจึงมีอาคารเสนาสนะและถาวรวัตถุเกิดขึ้นตามจุดประสงค์ของการใช้งาน เช่น พ.ศ. ๒๕๔๓ สร้างศาลาการเปรียญวัดศาลาลอย ลักษณะทรงไทยประยุกต์ หลังคามุงกระเบื้อง จำนวน ๑ หลัง ๒ ชั้นได้ปฏิสังขรณ์เมรุ โดยเปลี่ยนเป็นเตาปลอดมลพิษตามมาตรฐานของกรมการศาสนา ดำเนินการสร้างโรงอบยาสมุนไพร และบริการนวดแผนโบราณ จำนวน ๑ หลัง เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. โดยการดูแลของสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๔๕ สร้างศาลา “นิตยา” ซึ่งเป็นศาลาธรรมสังเวช ลักษณะศาลาเรือนไทยประยุกต์ เสาหินขัด หลังคามุงกระเบื้อง และสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลศพ วัดศรีรัตนาราม บ้านตะตึงไถง
จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น

พระธรรมโมลี ดร. ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมการศาสนาประกาศให้วัดศาลาลอยเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง พ.ศ. ๒๕๓๓ กรมการศาสนาประกาศให้วัดศาลาลอยเป็นวัดพัฒนาดีเด่น พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับพระราชทานเสมาธรรมจักร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะบุคคลผู้ทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สาขาการจัดการพระปริยัติธรรมดีเด่น พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับประกาศเกียรติคุณจากกรมราชทัณฑ์ ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาจิตผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ “พระเทพปัญญาเมธี” พ.ศ. ๒๕๔๖ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีมติถวายปริญญาบัตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ “พระธรรมโมลี” พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร ได้มอบรางวัลพุทธคุณูปการในฐานะทำคุณประโยชน์ต่อพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้รับประกาศเกียรติคุณ ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการพระศาสนา จากกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้รับรางวัล “ตาราอวอร์ด” ในโครงการปลุกหัวใจผู้หญิงหัวใจแม่ หัวใจโพธิสัตว์ จากเสถียรธรรมสถาน พ.ศ. ๒๕๕๖ สภามหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย มีมติถวายปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสนศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้รับโล่เกียรติคุณในฐานะครูดีเด่นของแผ่นดิน จังหวัดสุรินทร์ และมูลนิธิจำนง ทองประเสริฐ ถวายเกียรติบัตรในฐานะผู้มีผลงานดีเด่น สาขาพระพุทธศาสนา ด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

พระธรรมโมลี ดร. เป็นที่ปรึกษาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน สาขา ศปจ.สุรินทร์ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และอนุญาตให้ใช้ รร.บาลีสาธิตวัดศาลาลอย พระอารามหลวง เป็นที่ตั้งของสำนักงาน ศปจ.สุรินทร์ตลอดจนรับเป็นวิทยากรพิเศษในการปฐมนิเทศนักศึกษาของสถาบันฯ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบัน ทั้งยังอุปถัมป์ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา ศปจ.สุรินทร์ อย่างสืบเนื่องทุกปี

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จึงเชิดชูเกียรติ
พระธรรมโมลี ดร. เป็น “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต”





พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. (นพบุรี มหาวรรณ์)  ผู้นำนักขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่ชุมชนยั่งยืน

พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ณ บ้านหลวง หมู่ที่ ๖ ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ที่โรงเรียนบ้านหลวง ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดหนองโค้ง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ระหว่างเป็นสามเณรได้เรียนต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จบนักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรมประโยค ๑ - ๒ ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดโสภณาราม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๔๒ จากนั้นได้ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี สาขาศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ปริญญาโทสาขาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาเอกสาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น 

ปัจจุบันพระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านหลวง รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล เจ้าคณะตำบลโหล่งขอด และประธานโครงการคนพร้าวรักษ์ป่า - โครงการโหล่งขอดโมเดลพระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. ได้ทำการพัฒนาชุมชนซึ่งเป็นแผ่นดินถิ่นเกิดและเป็นรากเหง้าของบรรพชนอย่างจริงจัง ด้วยการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาให้เป็นประโยชน์สำหรับการอยู่ร่วมกันของพืชพรรณธัญญาหาร แหล่งน้ำ สัตว์ ผู้คน และการประกอบสัมมาชีพของชาวชุมชน รวมทั้งให้การสนับสนุนการพัฒนาชาวชุมชนด้านการศึกษา ด้วยการบูรณาการให้บ้าน วัด และโรงเรียนตลอดจนองค์กรชุมชน  และส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความสมัครสมานสามัคคีร่วมกันพัฒนา ทำให้ชาวชุมชนมีความสุขความเจริญมากยิ่งขึ้น ทำให้ “อยู่เย็นเป็นสุข” ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. เป็นผู้นำในการร่วมกันทำงานเป็นเครือข่าย ๕ ภาคี ได้แก่ ๑. พระสงฆ์ สามเณร  ๒. ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ๓. องค์การบริหารส่วนตำบลโหล่งขอด ๔. กลุ่มสตรีแม่บ้าน เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ และอาสาสมัครสาธารณสุข ๕. ส่วนราชการต่างๆ เช่น โรงเรียน ตำรวจ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และทหาร นพค. ๓๒

ทั้งนี้การขับเคลื่อนชุมชนของตำบลโหล่งขอด ได้ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการกันทุกภาคส่วน จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดมิได้ เน้นความรักความสามัคคี ความเอื้ออาทรต่อกันและให้ความสำคัญเสมอภาคกัน

ในการขับเคลื่อนโครงการโหล่งขอดโมเดล ดูแลพื้นที่ป่า ๑๘๗,๕๐๐ไร่ ครอบคลุม ๙ หมู่บ้าน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องของจังหวัดเชียงใหม่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจัดตั้งโครงการคนพร้าวรักษ์ป่า ดำเนินการขอคืนผืนป่าและรักษาป่า ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ดูแลผืนป่าจำนวน ๘๗๘,๕๕๘ ไร่ ในพื้นที่ ๒ จังหวัด ได้แก่ อำเภอพร้าว อำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เพื่อทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน

พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. ได้ทำโครงการหมู่บ้านตัวอย่างตามรอยเท้าพ่อ โดยทำการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในชุมชนบ้านหลวง หมู่ที่ ๖ ตำบลโหล่งขอด จนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จากการประกวดโครงการ “หมู่บ้านตัวอย่างตามรอยเท้าพ่อ” ประเภทการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ.๒๕๕๙

พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. ได้มอบที่ดินส่วนตัวของท่านจัดสร้างศูนย์เรียนรู้ เฮือนหลวงมหาวรรณ์ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ภูมิปัญญาบรรพชน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอพร้าว โดยได้รวบรวมของโบราณ ของมีค่า ที่ได้รับการบริจาค ตลอดจนการเก็บสะสมของท่านเอง มาจัดแสดงไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในอำเภอพร้าว
พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังต่อไปนี้ พ.ศ. ๒๕๕๙ รางวัลต้นแบบคนดีศรีแผ่นดิน ในโครงการคนดีศรีเชียงใหม่ จากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๙ รางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร สาขาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้รับ ๔ รางวัล ได้แก่ รางวัลเข็มพิทักษ์ป่าไม้ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่ได้รับรางวัลนี้ รางวัลบุคคลดีเด่นด้านการส่งเสริมทำนุบำรุงศาสนา จากโครงการคนดีศรีเวียงพิงค์ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศในการขับเคลื่อนโครงการโหล่งขอดโมเดล - คนพร้าวรักษ์ป่า อนุรักษ์พื้นที่ป่าจำนวน ๘๗๘,๕๐๐ ไร่ จากกองบัญชาการกองทัพไทย และรางวัลพระราชทานเชิดชูเกียรติผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น จากการทำหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็นเป็นสุข” ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. ได้ให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนในการจัดตั้งสาขาและรับเป็นผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนเครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิต (ศรช.) พร้าว ณ วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล และให้การช่วยเหลือนักศึกษาของ ศรช.พร้าว ด้วยการจัดทำกองทุน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้โอกาสแก่นักศึกษาได้กู้ยืมไปใช้จ่ายเป็นค่าเทอม และร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ ในฐานะอาจารย์พิเศษให้แก่นักศึกษาอย่างสม่ำเสมอด้วยดีตลอดมา

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จึงเชิดชูเกียรติ
พระครูวรวรรณวิวัฒน์ ดร. เป็น “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต”





ภาพจาก: http://www.ba.mju.ac.th/admin/FilePicAct/img_201507141050001436863800.jpg


นายนิคม พรหมมาเทพย์  ปราชญ์พื้นบ้านแห่งล้านนา

นายนิคม  พรหมมาเทพย์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ณ บ้านเลขที่ ๘๒ บ้านป่ารวก หมู่ที่ ๖ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของนายเดชาและนางวันดี พรหมมาเทพย์ ภรรยาชื่อนางพรทิพย์  พรหมมาเทพย์ มีบุตรสาว ๒ คน การศึกษาจบปริญญาตรี วิชาเอกภาษาไทย และปริญญาโท สาขาการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้ารับราชการครูเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ โรงเรียนบ้านสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นย้ายไปเป็นศึกษานิเทศก์อำเภอดอยสะเก็ดเมื่อปี
พ.ศ.๒๕๒๗ รับผิดชอบงานการศึกษาเพื่อพัฒนาชนบทยากจน ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ย้ายไปเป็นศึกษานิเทศก์ อำเภอสันกำแพง รับผิดชอบการพัฒนาโรงเรียนแกนนำการใช้จุลินทรีย์ “อีเอ็ม” เพื่อกำจัดขยะและการทำปุ๋ยหมักโบกาฉิอินทรีย์ ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๔๖ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นศึกษานิเทศก์ เขต ๑ จังหวัดเชียงใหม่ รับผิดชอบจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นภาษาล้านนา และพัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนา อยู่ในตำแหน่งนี้จนเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ 

หลังเกษียณอายุราชการ นายนิคมได้ใช้บริเวณบ้านของตนเองเป็นแหล่งเรียนรู้ “ผะหญาล้านนา” โดยใช้หลักการศาลาพระดาบสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนวิชาภูมิปัญญาพื้นบ้าน จัดการถ่ายทอดความรู้เรื่องภาษาและวรรณกรรมล้านนา การฟ้อนดาบ การฟ้อนเจิงล้านนา การแพทย์พื้นบ้านล้านนา การทำสวนสมุนไพร การอบสมุนไพรพลังแร่ธาตุบำบัด ทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านล้านนา และได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต กินอยู่อย่างพอเพียง และใช้ความรู้ควบคู่คุณธรรม

นายนิคมใช้หลักการแพทย์แผนไทยล้านนาโบราณรักษาคนไข้ เช่น การเรียกขวัญ การผูกข้อมือผู้ป่วยเพื่อสร้างกำลังใจก่อนการรักษา และเขียนป้ายให้ผู้ป่วยได้อ่านและทำความเข้าใจพร้อมกับอธิบายว่า “กายดี จิตดี ย่อมทำให้ชีวิตดี” ต่อจากนั้นจึงทำการรักษาด้วยการให้คนไข้เข้าอบสมุนไพร พร้อมกับให้หลักการว่า “หมอไม่ใช่เทวดา ยาไม่ใช่ของวิเศษ ตัวเราเองนี่แหละรักษาตนเองให้ดีที่สุด”

นอกจากนั้นนายนิคมยังได้จัดห้องเรียนชุมชนของมหาวิชชาลัยดอนแก้วสร้างสุข ทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้สูงอายุ ในการควบคุมดูแลของ อบต.ดอนแก้ว และ สสส. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และประธานฝ่ายภูมิปัญญาท้องถิ่นสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอาจารย์พิเศษ วิชาภูมิปัญญาการรักษาโรคแบบล้านนา ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่ และ อบจ.เชียงใหม่ได้แต่งตั้งให้แหล่งเรียนรู้ “ผะหญาล้านนา” เป็นห้องเรียนภูมิปัญญาพื้นบ้านตามหลักสูตรปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่

นายนิคมมีความรู้ความสามารถด้านพิธีกรรมล้านนา ภาษาและวรรณกรรมล้านนา ศิลปะพื้นบ้านล้านนาการฟ้อนดาบ การฟ้อนเจิง การแพทย์แผนไทยและการดูแลสุขภาพแบบล้านนา  ผลงานที่โดดเด่น คือการทำพิธีกรรมล้านนา เช่น ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้เป็นผู้ถวายงานแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับกิจกรรมวัฒนธรรมเกษตรล้านนา ได้แก่ พิธีกรรมเรียกขวัญควาย พิธีกรรมแฮกนาข้าว พิธีกรรมการตำข้าว งานกาดหมั้วครัวฮอมแบบล้านนา ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ หลังจากนั้นปรากฏว่าได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้ช่วยทำพิธีกรรมล้านนาดังกล่าวทุกปี

นายนิคมเขียนเรื่องราวต่างๆ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว เช่น หม้อล้านนา, สารคดีผะหญาล้านนา ตอน ฮีตข้าววิถีคนล้านนา, ผะหญาล้านนา, ปาฏิหาริย์กู่ครูบาที่ผาดอยงุ้ม, ลัวะล้านนาโลกาภิวัตน์ : ย้อนนิยายปรัมปราเมืองลัวะ สู่ตำนานล้านนา และวิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาวะผู้นำและกระบวนการกลุ่มในการพัฒนาชนบท” และยังมีผลงานการเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องราวของล้านนาในวารสารเชียงใหม่ปริทัศน์ เช่น เรื่องหัวก๊างหางตุง คำบอกคนล้านนา ผะหญาการสังเกตทิศทางลม “หม้อคำ – หม้อเงิน” คนล้านนาผะหญาการออมทรัพย์จากหม้อในพิธีกรรม เป็นต้น

นายนิคมได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ดังนี้ พ.ศ. ๒๕๓๒ รางวัลเพชรราชภัฏเชียงใหม่ ด้านโคลงฮ่ำ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๓ รางวัลศิลปินพื้นบ้านเชียงใหม่ จากจังหวัดเชียงใหม่  พ.ศ. ๒๕๕๕ รับโล่เชิดชูเกียรติ “คนดีศรีดอนแก้ว” จากจังหวัดเชียงใหม่และองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และปัจจุบันได้รับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการบริหาร สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่

นายนิคมได้ให้การสนับสนุนสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนในการจัดตั้ง ศรช.สันกำแพง และเป็นอาจารย์พิเศษ วิชาภาษาไทยและวิชาเศรษฐกิจพอเพียง สอนนักศึกษา ศรป.เชียงใหม่ นอกจากนั้นยังได้ช่วยจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นล้านนาให้แก่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนอีกด้วย

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จึงเชิดชูเกียรติ
นายนิคม  พรหมมาเทพย์ เป็น “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต”





นายบุญปรอด เจริญฤทธิ์  ปราชญ์แห่งนาเกลือ

นายบุญปรอด  เจริญฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ณ บ้านเลขที่ ๙๙/๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรคนที่ ๘ ของนายบุญรอดและนางบุญมี  เจริญฤทธิ์ มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน การศึกษาจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภรรยาชื่อนางสำอางค์  มีบุตรสาวหนึ่งคน 

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี นายบุญปรอดทำงานกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ และเป็นพนักงานขายของบริษัทไทยประกันชีวิตอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ต่อมาบิดามารดาขอร้องให้กลับสู่บ้านเกิดเพื่อให้ประกอบอาชีพทำนาเกลือแทนบิดามารดาในพื้นที่ ๓๒ ไร่ ซึ่งเป็นทั้งผืนดินของรากเหง้าและเป็นอาชีพที่สืบทอดกันเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งบรรพชนนับเป็นเวลาถึง ๗ รุ่นแล้ว

นายบุญปรอดหวนกลับบ้านเกิด นอกจากจะทำนาเกลือตามแบบบรรพชนแล้ว ยังได้ทำการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ซึ่งสามารถเพิ่มพูนคุณค่าและมูลค่าของเกลือได้อย่างมาก 

นายบุญปรอดกล่าวว่าการทำนาเกลือเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ถ่ายทอดกันเรื่อยมาจนถึง คนรุ่นเรา น่าเสียดายถ้าความรู้เหล่านี้จะสูญหายไป เพราะคนทำนาเกลือขายที่ดินกันเกือบหมดแล้ว จังหวัดสมุทรสงครามในอดีตมี ๒ ตำบลที่ทำนาเกลืออยู่ราว ๑๓๒ ราย เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึง ๑๐ รายที่เป็นเจ้าของนา

“ขี้แดดนาเกลือ” หรือที่คนทำนาเกลือเรียกว่าดินหนังหมา และถือว่าเป็น “ขยะ” ที่จะต้องกำจัดทิ้ง โดยทุกๆ ปีก่อนถึงฤดูทำนาเกลือ บรรดาสาหร่าย ตะไคร่น้ำ และจุลินทรีย์เล็กๆ จะเจริญเติบโตแผ่กระจายเป็นแผ่นหนาเต็มผืนนา ชาวนาเกลือจะต้องเสียเงินจ้างคนลอกดินหนังหมาออกทั้งหมดเพื่อไม่ให้ขยะเหล่านี้บดบังแสงแดดและสร้างความสกปรกต่อเกลือของเขา

นายบุญปรอดเริ่มจากการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับดินขี้แดดนาเกลือที่ถูกกองทิ้งไว้ โดยรู้สึกแปลกใจมากที่แตงโมซึ่งขึ้นบริเวณนั้นมีลูกใหญ่โตแถมมีรสหวานกรอบ และมีชาวสวนผลไม้บางคนนำไปใช้ทำปุ๋ย ทำให้พืชงอกงามดีทั้งกะเพราและทับทิม รวมทั้งทำให้ส้มโอมีรสชาติหวานกรอบ ถูกปาก จึงขอความอนุเคราะห์จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำการวิจัย เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ ทำให้พบว่าขี้แดดนาเกลือมีสารอาหารของพืชครบถ้วนทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง ได้แก่ ธาตุเหล็ก ทองแดง แคลเซียม
ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ซิลิก้า และอะลูมิเนียม เป็นต้น มีผลทำให้ความเชื่อที่มีมา แต่ดั้งเดิมที่ว่าเป็น “ขยะ” อันไร้ค่าของชาวนาเกลือนั้น ในความจริงแล้วคือเป็นปุ๋ยชั้นดีของพืชผักผลไม้ ทำให้
ขี้แดดนาเกลือกลายเป็นของมีค่าขายได้กิโลกรัมละ ๒ - ๓ บาท จวบจนถึงปัจจุบัน  

นอกจากนั้น ผลการศึกษาลักษณะทางกายภาพพบว่า แม้ขี้แดดนาเกลือจะมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ประมาณ ๒ - ๓ มิลลิเมตร ใช้มือบีบก็จะแตกหักได้ง่าย แต่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี เมื่อนำไปใส่ดินจะทำให้ดินร่วนซุยอีกด้วย

ปริมาณขี้แดดนาเกลือที่เกิดขึ้นแต่ละปีในเนื้อที่นา ๑ ไร่ จะมีขี้แดดนาเกลือประมาณ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ กิโลกรัม นายบุญปรอดกล่าวว่า “เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.๒๕๖๑) เครือข่ายของผมขายขี้แดดนาเกลือได้ ๔,๐๐๐ ตัน ในราคาตันละ ๒,๐๐๐ บาท หรือกิโลกรัมละ ๒ บาท ส่วนคนอื่นขายกิโลกรัมละ ๓ บาทก็มี” และว่า “เจ้าของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามจากนครศรีธรรมราชใช้ขี้แดดนาเกลือของผมได้ผลดีมาก จนกระทั่งปัจจุบันเขาขยายไปปลูกที่สุรินทร์อีกพันกว่าไร่ ก็ใช้ขี้แดดนาเกลือจากผมเช่นเดียวกัน และชาวสวนแม่กลองรายหนึ่งปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามก็ใช้ขี้แดดนาเกลือได้ผลดีและอร่อยถูกปากขายได้ถึงลูกละ ๔๐๐ บาท”

การพัฒนากระบวนการทำนาเกลือ ซึ่งแต่เดิมมีการทำนาเกลือเพื่อนำเกลือที่ได้ไปขายเพียงอย่างเดียว แต่นายบุญปรอดได้ทำการศึกษาและพัฒนาต่อยอด เช่น การทำ “วังน้ำ” ซึ่งใช้เก็บน้ำเค็มให้ตกตะกอนก่อนปล่อยน้ำเค็มไปสู่ “นาตาก” นั้น ได้ทำการพัฒนา “วังน้ำ” ให้เป็นแหล่งเลี้ยงหอย ปลา และสาหร่ายพวงองุ่น ทำให้ในวังน้ำสามารถสร้างอาชีพและมีรายได้มากกว่าการทำนาเกลือ

ส่วน “นาตาก” หลังจากนำผลผลิตเกลือออกไปแล้ว ได้ขูดขี้แดดนาเกลือทำเป็นปุ๋ยเพิ่มความหวานให้แก่ผลไม้ต่างๆ หรือจะนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ปีก เช่น นก ไก่ และเลี้ยงปลา ก็ได้ด้วย
สำหรับเกลืออีกชนิดหนึ่ง คือ “เกลือจืด” สมัยก่อนจะขูดเอาเกลือจืดไปทิ้ง ถมคลอง ถมที่นายบุญปรอดได้พัฒนานำเกลือจืดทำเป็นเครื่องสำอาง บำรุงผิว ได้ผลเป็นอย่างดี 

นอกจากนั้นได้พัฒนา “ดอกเกลือ” ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ทำเป็นเกลือสปาบำรุงผิว นำ “ดินฝุ่นเกลือ” ไปทำไข่เค็ม นำ “น้ำเค็ม” ส่วนที่เกินในนาเกลือไปขายใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ และนำ “ดีเกลือ” ที่มีความเค็มสูงจนขม สมัยก่อนใช้ผสมทำยาไทยหลายชนิด ถูกพัฒนานำมาใช้เพาะเห็ดได้ดี
นายบุญปรอด เริ่มก่อตั้งโรงเรียนคนทำนาเกลือเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ดำเนินงานสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ศูนย์เรียนรู้โรงเรียนคนทำนาเกลือ” ทำการถ่ายทอดองค์ความรู้วิวัฒนาการทำนาเกลือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีในวิถีชีวิตของชาวนาเกลือ เช่น ประเพณีการทำพิธีแรกนาก่อนทำนาเกลือ การทำขวัญนาเกลือ และประเพณีการเปิดยุ้งขายเกลือ เป็นต้น และทำฐานการเรียนรู้จำนวน ๑๒ ฐาน ประกอบไปด้วย ๑) ความรู้เรื่องเกลือสมุทร ๒) พลังงานทดแทน (โซล่าเซลล์) ๓) การทำแป้งเกลือจืด
(พอกหน้า) ๔) การทำไข่เค็มด้วยดินฝุ่นเกลือ ๕) การทำชาใบขลู่ ๖) การทำสปาดอกเกลือ ๗) การทำเกลือดับกลิ่น ๘) การทำปุ๋ยขี้แดดนาเกลือ ๙) การอนุรักษ์ป่าชายเลน ๑๐) การทำสบู่ดอกเกลือ ๑๑) การทำไอศกรีมโบราณ และ ๑๒) กิจกรรมช้อนดอกเกลือ ซึ่งมีผู้เข้าเรียนรู้ดูงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เฉลี่ยเดือนละประมาณ ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ คน

นายบุญปรอดส่งเสริมให้เยาวชนในท้องถิ่นที่ไม่มีงานทำและติดยาเสพติด ได้เรียนรู้และเก็บขี้แดดนาเกลือขายให้แก่โครงการวิจัยคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์จากขี้แดดนาเกลือ และสอนการเก็บดินฝุ่นในนาเกลือใช้ทำไข่เค็ม จัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรนอกโรงเรียน ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ มีรายได้ และเลิกยาเสพติด ส่งเสริมการทำชาใบขลู่ซึ่งต้นขลู่เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามคันดินรอบๆ นาเกลือ ใช้ทำเป็นชาใบขลู่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งเสริมการเก็บใบชะครามใช้ทำอาหารเป็นแกงส้มชะคราม ไข่เจียวชะคราม สร้างรายได้ให้แก่เยาวชนที่ไม่มีอาชีพ

นายบุญปรอดกล่าวว่าปัจจุบันยังมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาเกลือกับต่างประเทศอีกด้วย ได้แก่ ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย นายบุญปรอดได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้แก่ รางวัลเชิดชูเกียรติ “คนดีศรีสมุทรสงคราม” จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม รางวัลเชิดชูเกียรติโรงเรียนคนทำนาเกลือให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดสมุทรสงครามที่ดีเยี่ยม จากหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม และเว็บไซต์แม่กลองการันตี ได้ประกาศให้โรงเรียนคนทำนาเกลือของนายบุญปรอด เป็นของดีจังหวัดสมุทรสงคราม 

นายบุญปรอดได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำนาเกลือและการทำผลิตภัณฑ์เกลือให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนที่มาจากทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอด้วยดีตลอดมา

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จึงเชิดชูเกียรติ
นายบุญปรอด  เจริญฤทธิ์ เป็น “เมธาจารยมหาวิทยาลัยชีวิต”


1-1 of 1