ผลงานนักศึกษา

เกษตรผสมผสาน 5 ไร่ 1 ปี 1 ล้าน

โพสต์2 ก.ย. 2560 02:53โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์   [ อัปเดต 2 ก.ย. 2560 02:54 ]

ภัณฑรักษ์ แก้วพลี อยู่หมู่ที่ 4 ตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นคนที่มีความตั้งใจทำงานตั้งแต่เรียนอยู่โรงเรียน หลังจากประสบความสำเร็จในการเรียนหนังสือออกมาก็ได้มาช่วยดูแลหมู่บ้านในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทำอยู่ได้พักหนึ่งก็ไปเป็นพ่อค้าขายต้นไม้ขายพันธุ์พืชอยู่หลายๆ ที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็น ส.อบต. และก็ยังมีตำแหน่งทางสังคมหลายๆ ตำแหน่ง ปัจจุบันก็ศึกษาต่อที่ ม.ชีวิต และก็มาเป็น อสม. และได้ประกวดเป็นที่หนึ่งของจังหวัดสาขาการจัดการสุขภาพชุมชน ภัณฑรักษ์ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชุมชนแห่งนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตาหมู่บ้านเป็นความภาคภูมิใจของสังคม

ภัณฑรักษ์ แก้วพลี เป็นผู้นำหลายด้านของชุมชน เป็นคนที่มีภาวะผู้นำสูงตั้งใจทำงาน ทีนี้พอทำการเลือกตั้งและเป็นที่ยอมรับให้เป็น ส.อบต. เขาก็ตั้งใจมุ่งศึกษาเรียนรู้ให้กับตนเองจนได้มาเรียนม.ชีวิต และได้ความรู้มาพัฒนาที่ดินของตนเองประมาณ 5 ไร่ และตั้งปณิธานว่า 5 ไร่ใน 1 ปี จะหาเงินให้ได้ 1 ล้าน เป็นสโลแกนที่ภัณฑรักษ์ จะเดินหน้าต่อไปได้ ภัณฑรักษ์ทำงานจุดนี้ได้สำเร็จ นายก อบต.ก็ได้นำผลงานเขา เข้าใส่ไว้ในแผนพัฒนา อบต.ทรัพย์ทวี เป็นแผน 3 ปี เพื่อให้ชาวบ้านประชาชนที่สนใจ ที่อื่นๆ มาศึกษาดูงาน จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิชาการเกษตร เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งตรงกับภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ ช่วยลดภาวะค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้

ภัณฑรักษ์ เป็นบุคคลต้นแบบบุคคลตัวอย่างในการต่อสู้ชีวิต เขาตั้งใจทำงานเป็นคนอดทน อุตสาหะ ขยันขันแข็ง และที่สำคัญคือ เป็นคนรักครอบครัว มีครอบครัวที่อบอุ่น ทำงานเสียสละเพื่อส่วนรวม ชุมชน และสิ่งที่เขาเข้ามาร่วมคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เป็นผู้ได้รับการยอมรับมากที่สุด นอกจากช่วยเหลือชุมชนรักครอบครัว มีแววที่จะส่งเสริมให้ดังได้ สาธารณสุขอำเภอและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนท่าแร่จึงได้ส่งเข้าประกวด และได้รับรางวัลอาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นจังหวัดสุราษฎร์ธานีสาขาจัดการสุขภาพ และส่งไปต่อระดับเขตแต่ไปเจอเขี้ยวยาวๆ ของเราเขี้ยวไม่คมก็เลยกลับมาพักก่อนและเริ่มงานใหม่ จากการที่ทำให้บ้านตนเองเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นแหล่งทุน ศึกษาหาความรู้ของ อสม. และประชาชนทั่วไปเป็นแหล่งที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ประชาชนทั่วไป ให้คนได้มาศึกษาดูงาน ในพื้นที่น้อยๆ ทำการเกษตรได้ครบวงจร ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า คือที่นี่ สวนแสนสุขสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพจะช่วยสนับสนุนความรู้ ช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ช่วยผลักดันให้ก้าวหน้าในทางสาธารณสุข ในอนาคตอาจได้เป็น อสม.ดีเด่นระดับชาติ ปัจจุบันนี้ดูแลสุขภาพด้วยหลัก 3 อ. 2 ส. คือ ออกกำลังกาย อาหาร และอารมณ์ดี  2 ส. คือ ไม่สูบบุหรี่ไม่กินเหล้า และความสำเร็จต้องอดทน ขยัน ประหยัดและอดออม


ภัณฑรักษ์ ทำในเรื่องของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายระหว่างหมู่บ้านอย่างน้อยในการทำงานประสานงานต้องมีการวางแผน การศึกษาดูงานระหว่างกลุ่มกับคณะที่มาศึกษาดูงานทุกคณะจะมีเครือข่ายตามจุดต่างๆ ในตำบล ซึ่งมีการจะยกฐานะในส่วนของจุดเรียนรู้ การศึกษาดูงาน ต.ทรัพย์ทวีให้เป็นที่เรียนรู้ ศึกษาการดำรงชีวิตของคนในชุมชน เพื่อนำกลับไปปรับใช้กับชุมชนของตนเอง ในปัจจุบันราคายางถูก ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในส่วนนี้ต้องการให้คนมีภูมิคุ้มกันจากการสร้างรายได้ มีการสร้างอาชีพเพื่อให้เกิดความมั่นคง เกิดการเปลี่ยนเปลงต่อสิ่งต่างๆ ในอนาคต ส่วนนี้เองภัณฑรักษ์ ก็ได้ร่วมทำกิจกรรมอยู่เสมอและกิจกรรมของคณะที่มาศึกษาดูงานต่างๆ

ภัณฑรักษ์ แก้วพลี เป็นเจ้าของไร่แสนสุข ซึ่งจบ ปวส. จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง ซึ่งตอนไปเรียนก็ได้รับพระราชทานโล่จากสมเด็จพระเทพฯ ในสมาชิกดีเด่นระดับชาติ จากนั้นก็สร้างครอบครัวมีบุตร 2 คน หญิง 1 ชาย 1 และเข้าไปเรียนม.ชีวิตที่ ศรช.คีรีรัฐนิคม เป็นนิมิตหมายที่ได้เจอ ผอ.ครินทร์ แย้มมณี เป็นผู้ติดต่อให้เข้าไปเรียนถือเป็นโอกาสที่ดีมากใฝ่รู้หาความรู้ตอบโจทย์ม.ชีวิต ว่าชีวิตก่อนเรียนเป็นอย่างไรระหว่างเรียนชีวิตจะต้องดีขึ้น ก่อนชีวิตจะดีขึ้นก็ต้องสรรสร้างชุมชนให้ดีขึ้นควบคู่ไปด้วย คือต้องเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชุมชนที่เราอยู่ หรือบ้านเกิดให้เดินไปข้างหน้าจนกว่าจะเป็นชุมชนเข้มแข็ง นั่นคือเป้าหมายที่ ภัณฑรักษ์ ได้เข้าไปเรียนม.ชีวิต

ในส่วน 5 ไร่ ภัณฑรักษ์ จะปลูกพืชหลักๆ คือ ทุเรียน มะนาว จะใช้ระยะห่างปลูกแค่ 5 เมตรคูณ 5 เมตร ในช่วงระหว่างมะนาวก็ใส่ผักพื้นเมืองไป ซึ่งคุณภาพของผักพื้นเมืองนี้ไม่ต้องใส่สารเคมี เพราะว่าผักพื้นเมืองจะมีภูมิคุ้มกันของตัวเอง ไม่ว่าจะมีรสฝาด รสเปรี้ยว รสขม เขาจะมีภูมิคุ้มกันของตัวเองไม่ให้แมลง ศัตรูพืชเข้าไปทำลายได้ เป็นผักปลูกในพื้นที่ภาคใต้และมีความต้องการของตลาดอีกมากมาย ในการทำเกษตรผสมผสานของภัณฑรักณ์นั้นนอกจากมีผักแล้ว ยังเลี้ยงปลามีบ่อปลาขนาด 1 ไร่ มีการเลี้ยงปลาทุกๆ รอบ 4 เดือน มีการนำพันธุ์ปลามาจำหน่าย จำหน่ายครั้งหนึ่งได้ถึง 40,000-50,000 บาท ในรอบหนึ่งปีก็จะจำหน่ายปลาได้ประมาณ 3 รุ่น

และในส่วนพันธุ์ไม้ที่ปลูกแล้วนั้น เขาก็จะสามารถขยายพันธุ์ขึ้นมา เพาะกล้า เลี้ยงกล้าถุง ก็สามารถจำหน่ายได้ตลอดปี แต่หลักๆ ก็จะเป็นมะนาวและผักพื้นเมือง นอกเหนือจากนั้นเขาจำหน่ายผักกับครอบครัวเก็บขายได้วันหนึ่งก็ 500- 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาล อย่างฤดูกาลแล้งนี้ผลผลิตก็ตามสภาพอากาศร้อน ก็มีผลกระทบต่อการแตกยอดอ่อนของผักจะได้ปริมาณค่อนข้างน้อยลง ส่วนฤดูฝนบางวันก็ได้มากกว่า 100 กำ ตกกำละ 20 บาท ยังมีที่เก็บรายวันก็คือ มะนาว รายสัปดาห์ก็คือ ฝรั่ง และเป็นงวดเป็นครั้งก็คือ การชำกิ่งมะนาวมาเลี้ยงและจำหน่ายถุง นอกเหนือจากนั้นเขายังเพาะกล้าต่างๆ เป็นรายได้เสริม ใน 5 ไร่ 1 ปี 1 ล้าน

เขาตอบโจทย์ให้กับผู้มาดูงานว่าบริบทของเขาที่ทำไปนั้น จะได้หรือไม่ได้แล้วลองก็พิจารณากันดู เขามักจะบอกกับคณะผู้มาดูงานว่า “ถ้าบางจุดท่านไม่สามารถนำไปใช้ของท่านได้ ท่านก็ไปประยุกต์ อย่างน้อยท่านต้องดูบริบทในไร่ผมนั้น กับพื้นที่ท่านนั้น เหมาะสมหรือพร้อมที่จะปลูกไหม”  

 “อันดับแรกของการทำเศรษฐกิจพอเพียงนั้นต้องเริ่มที่ใจ เมื่อใจเราชอบเราต้องทำให้ได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียง เราจะต้องคิดให้มีคุณค่ามากกว่ามูลค่า ถ้าเราตั้งโจทย์เอามูลค่าขึ้นก่อนแล้วเศรษฐกิจพอเพียงมันจะเดินหน้าไปไม่ได้ ทำอย่างไรก็ได้ให้พอมีพอกิน พออกพอใจ พออยู่ พอใช้ นั่นคือเศรษฐกิจพอเพียง ผมเชื่อเหลือเกินว่ารากฐานของเกษตรกรต้องยืนหยัดอยู่กับเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงของเรา”  เป็นคำพูดของ ภัณฑรักษ์

ภายในไร่จะปลูกไม้ชุมน้ำจะเป็นมันปูจิกนา น้ำในคูเขาจะเอาไปเพิ่มน้ำในสระเลี้ยงปลา เพื่อให้เกิดออกซิเจน สร้างน้ำในสระอุ้มน้ำไว้ได้ และสามารถรักษาความชื้นของต้นไม้ที่อยู่ในสระได้ด้วย ได้ปลูกมะนาวอยู่ 2 พันธุ์ คือมะนาวไข่ที่ไร้เม็ด คุณสมบัติไม่มีเมล็ดและมีกลิ่นหอม ออกรสที่เข้มข้นเป็นความต้องการของผู้บริโภคมาก และมะนาวแป้นพวง นอกจากที่เขาได้เก็บเกี่ยวผลผลิตภายในไร่แล้วในรายวัน เขายังขยายพันธุ์ทั้งหมดนี้โดยวิธีการชำกิ่ง อย่างกิ่งพันธุ์ชมพู่สายพันธุ์กิมจูถ้าติดรากจะอยู่ในราคาจำหน่ายกิ่งละ 50 บาท หนึ่งต้นสามารถชำได้ 50-80 กิ่ง ระยะเวลาตัดกิ่งจำหน่ายอยู่ที่ 30 วัน ในหนึ่งสัปดาห์จะเก็บลูกฝรั่งได้ในรอบ 120 ต้น 100-150 กิโลกรัม

ส่วนริมน้ำเขาได้ปลูกชะมวง คุณสมบัติ ช่วยให้ชุ่มคอ คุมน้ำหนักได้ สามารถต่อต้านมะเร็งบางชนิดได้ก็คือ จะปลูกชะมวง ประมาณ 400 ต้น และปลูกเตยหอมเพื่อไม่ให้ตลิ่งพังทลาย สามารถยึดหน้าดิน รักษาความชื้น นอกจากนั้นใต้ใบเตยหอมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดได้อีกด้วย ไม่ว่าเป็นหอย กุ้ง ปลา สามารถวางไข่ใต้ใบเตยหอม ในไร่มีการปลูกต้นส้มป่อย มะตูมหอม ฝรั่ง และมะนาวทั้งมะนาวไข่ และมะนาวแป้นพวง ใน่ไร่มีมะนาวทั้งหมด 400 ต้น ต่อหนึ่งต้นมะนาวเขาได้ชำกิ่ง 50-80 กิ่ง ขายราคากิ่งละ 50 บาท มะนาว 400 ต้นในรอบหนึ่งปี ก็จะชำกิ่งมะนาวถึง 15,000-25,000 กิ่ง

ส่วนผักหวานจะถูกตัดขายในรอบหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งต้นก็คือ หนึ่งกำ อยู่ที่เฉลี่ย ต้นละ 10 บาท อาทิตย์ละ 10 ต่อ 1 ต้น ซึ่งมีผักหวานทั้งหมด 8,000 ต้น ฝรั่งพันธุ์กิมจูก็สามารถชำกิ่งได้ 80 กิ่ง  1 ต้นประมาณ 3,000 - 4,000 บาท  มะนาวสายพันธุ์แป้นพวง นำพันธุ์มาจากปราจีนบุรีจะให้ลูกดก ลูกเป็นพวง จะมีลูกตลอดปี รสชาติมีกลิ่นหอม เปลือกบางเช่นกัน ได้น้ำหนัก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเช่นเดียวกัน มะนาวนอกเหนือจากเป็นอาหารแล้ว สรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ บำรุงเสียง ขับระดู


และเขาได้ปลูกมะนาวตะกร้า มะนาวตะกร้าเหมะสำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย หรือมีพื้นที่จำกัดไม่สามารถปลูกมะนาวลงดินได้ สามารถปลูกเพียงพอบริโภคในครัวเรือนจะมีลูกตลอดปี แต่ต้องปลูกพันธุ์แป้นพวง เพราะจะให้ผลผลิตเยอะกว่ามะนาวไข่ ในไร่ของ ภัณฑรักษ์ จะรักษาระบบนิเวศ โดยปล่อยไก่พื้นเมือง สายพันธุ์ไก่แจ้ ไว้อยู่ประมาณ 100 ตัว นอกจากเอาไว้เป็นอาหารได้แล้ว ยังใช้ไข่บริโภคได้ด้วย นอกจากนั้นยังกำจัดระบบนิเวศ ที่เป็นศัตรูพืช ประเภทแมลง หนอน เพื่อความสมดุลภายในไร่ เขามั่นใจว่าไร่แห่งนี้ปลอดสารพิษ  คือไก่พวกนี้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาระบบนิเวศได้ด้วย เพียงพอกับความต้องการพื้นที่ 

พื้นที่ร่มรื่น ภัณฑรักษ์ สามารถปลูกไม้ที่อยู่ใต้ร่มได้ไม่ว่าจะเป็นต้นเผลียง มีสรรพคุณบำรุงเอ็น บำรุงสายตา พื้นที่ว่างก็จะปลูกแซมต้นพริกไว้  มีพริกอยู่ภายในไร่ประมาณ 500 ต้น เป็นการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ระหว่างนี้เขาได้ศึกษาพันธุ์เลมอน ซึ่งเขาได้บอกว่า  “เมื่อเราเปิด AEC แล้ว อย่างน้อยชาววต่างชาตินิยมปรุงอาหารด้วยเลมอนจึงปลูกไว้รองรับ และเราต่อยอด 5 ไร่ 1 ปี 1 ล้าน ของแสนสุขรักษ์พันธุ์ไม้ด้วย โฮมสเตย์”

ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่มนุษย์ทำไม่ได้

โพสต์2 ก.ย. 2560 02:09โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์

 “ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่มนุษย์ทำไม่ได้” คำพูดที่ติดหูแต่เป็นคำพูดที่พิสูจน์ได้จริงๆ หากมนุษย์ไม่ท้อแท้กับการดำเนินชีวิต จะสามารถผ่านทุกอย่างได้เสมอ

ศรารัตน์ บ้านใหม่ นักศึกษาศูนย์เรียนรู้ชุมชนเครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตเกาะแต้ว ศูนย์การเรียนรู้เพื่อปวงชนสงขลา ทำโครงงาน สปช.3 เรื่องการเปิดร้านค้าในชุมชนเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว เนื่องจากพ่อ และแม่มีอายุมากแล้ว อยากให้มีกิจกรรมทำ แต่ไม่อยากให้ทำงานหนัก จึงเปิดร้านค้าในชุมชนโดยใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านเป็นที่ตั้งร้านค้า

เธอวางแผนเรื่องงบประมาณในการทำร้าน แต่จะไม่ขอหยิบยืมเงินจากที่อื่นจะลองออมเงินเอง ครบเมื่อไหร่ค่อยทำ ระหว่างที่ออมเงินได้ช่วยกับพ่อออกแบบร้านค้าจนได้แบบที่พอใจ

จนเมื่อเดือนกันยายน 2556 แม่ของเธอแจ้งว่าเงินน่าจะพอสำหรับการทำร้านค้าแล้ว ให้ลองทำดูก่อนขาดเหลือค่อยว่ากัน เงินที่ออมไว้ 28 เดือน ได้ 92,000 บาท จึงคำนวณค่าวัสดุก่อสร้าง และโทรเช็คราคาจากร้านที่จำหน่ายวัสดุ

หลังจากนั้นได้ติดต่อให้รถมาถมดินที่หน้าบ้าน ใช้ดินทั้งหมด 11 คันรถๆ ละ 700 บาท แต่เนื่องจากเป็นญาติกันจึงลดราคาเหลือคันละ 650 บาท

เมื่อพ่อได้วัสดุครบแล้วจึงเริ่มขุดหลุมเอก และหาฤกษ์เพื่อวางเสาเอก โดยพ่อบอกว่าไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ไหว้เจ้าที่เจ้าทางก็พอ พอลงมือวางเสาจนครบ 9 ต้น ก็เริ่มสร้างหลังคา จึงเป็นงานที่ครอบครัวได้ทำร่วมกัน มีความใกล้ชิดกัน โดยแม่และพ่ออยากให้ร้านเสร็จในเดือนตุลาคม 2556 เพราะแม่มีคติประจำตัวว่า “ลงมือทำก่อน ได้โอกาสก่อน”

ร้านค้าเปิดในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2556 ซึ่งตรงกับวันที่เธอไปเรียน เธอจึงยกให้แม่จัดการแทนทุกอย่าง มีน้องๆ ช่วยไปซื้อของเข้าร้านให้แม่ มีการวางแผนแบ่งหน้าที่ในการเฝ้าร้าน โดยแม่เฝ้าช่วงเช้า เธอและพ่อเฝ้าช่วงบ่าย วันเสาร์และวันอาทิตย์แม่เฝ้าทั้งวัน ส่วนใครว่างๆก็มาช่วยขายของในร้าน

เธอสังเกตดูแม่มีความสุขกับการได้จัดร้านให้เป็นหมวดหมู่ เมื่อมีรถผ่านมาทาบทามจะวางขายแม่ก็ยิ้มแล้วบอกว่ารอให้ลูกสาวตัดสินใจ เธอจึงคุยกับแม่ว่าแม่ตัดสินใจได้เลยว่าจะขายอะไรบ้างเพราะแม่อยู่บ้านมากกว่าลูก หลังจากนั้นเมื่อเพื่อนบ้านเอาอะไรมาฝากขาย แม่ก็รับหมดทุกอย่างจะได้ช่วยๆ กัน ร้านของเธอสามารถแบ่งเบาภาระเพื่อนบ้านที่เอาของไปขายในตลาดได้อีก เธอคิดว่าถ้าเรามีศูนย์กลางของเราเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดข้างนอก ถ้าเราทำในชุมชมเรื่องอาหารการกิน เรื่องบริโภค ทุกอย่างจะตามมาหมด สามารถแลกเปลี่ยน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ เครือข่าย

เริ่มขายของวันแรกแม่ก็จดบันทึกลงในเศษกระดาษไว้ให้เธอจดลงสมุดบันทึกอีกทีหนึ่ง เธอคิดว่าน่าจะให้แม่เก็บเงินไว้บ้างไม่อย่างนั้นจะไม่มีเงินเก็บเลย โดยให้แม่เก็บวันละ 300 บาท และเพิ่มมาเป็นวันละ 400 บาท นอกจากนั้นที่ร้านของเธอยังขายผ้านวม และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม ทุกวันนี้ร้านค้าของเธอมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 1,400 บาท บางวันก็ได้ถึง 2,000 บาท


ร้านค้าของเธอปัจจุบันมีเครือข่ายสินค้าชุมชน เช่น น้ำดื่มสะอาด เครื่องแกงคลองยอเทพา ขนมพื้นบ้าน ไม้กวาดดอกหญ้าสตูล ข้าวสารพื้นเมือง บูดูสายบุรี เกลือ ผักสวนครัว เป็นต้น จากการที่ร้านของเธอได้รับขนมพื้นบ้านมาขาย ทำให้คนในครอบครัวได้ทำขนมมาวางขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย และเธอคิดต่อยอดในเรื่องของสินค้าขายส่ง เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ข้าวสาร เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์กระจายสินค้าออกไปข้างนอกพื้นที่ต่อไปประสบการณ์ในครั้งนี้เธอบอกได้เลยว่าใช้เงินซื้อไม่ได้ ต่อให้มีเงินสร้างขึ้นมาแล้วก็ดับหากไม่ได้ตั้งใจที่จะทำ แต่หากสร้างขึ้นมาด้วยหัวใจ ด้วยความตั้งใจ มันจะมีคุณค่ามากมาย และเราจะมีความสุข



ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจภายในโรงเรียน

โพสต์2 ก.ย. 2560 01:56โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์   [ อัปเดต 2 ก.ย. 2560 02:01 ]

อิสมาแอล หมินหวัง
นักศึกษาสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
ศูนย์การเรียนรู้เพื่อปวงชนสงขลา

“อิสมาแอล หมินหวัง” เติบโตในชนบทมีความโชคดีที่ครอบครัวมีอาชีพทำนา และทำเกษตรจึงมีโอกาสได้เรียนรู้จากผู้เป็นบิดาและมารดาตามฤดูกาล ตั้งแต่เข้าเรียนระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษา คุณครูยุคก่อนๆ มักจะให้ปลูกผักในวิชาเกษตร แต่เป็นเกษตรธรรมดา ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับเกษตรยุคปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีน้ำยา EM ยังไม่มีการทำบัญชีครัวเรือน ยังไม่รู้จักการทำเกษตรทฤษฏีใหม่ และไม่มีธนาคารขยะในโรงเรียน แต่มีพื้นฐานในการเพาะปลูกอย่างเดียว หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 (มศ.3) ผู้นำครอบครัว คือ บิดาได้เสียชีวิต ทำให้ข้าพเจ้ามีผลกระทบทางการศึกษาต่อจึงเข้าเรียนในโรงเรียนปอเนาะ ชีวิตต้องขยันมากขึ้น ต้องช่วยเหลือตนเองทำทุกอย่างที่เป็นการสร้างรายได้ พื้นที่อันจำกัดในโรงเรียนปอเนาะ จึงเป็นที่ปลูกผักไว้รับประทานเอง และเหลือก็ขายจนสามารถจบชั้น 10 ทางศาสนา  เพราะความเป็นผู้นำทางสังคมหลายบทบาท หลายหน้าที่ อิสมาแอล หมินหวัง จึงชอบคิดค้นนำร่อง ริเริ่มโครงการอยู่ตลอดเวลา เพื่อองค์กรที่รับผิดชอบอยู่

“อิสมาแอล หมินหวัง” ยอมรับว่าเมื่อก่อนการบริหารจัดการโรงเรียน ก็ทำเหมือน ๆ กันอยู่แบบเดิม ๆ มีความภาคภูมิใจเมื่อนักเรียนแต่ละรุ่นสามารถเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยมีเป้าหมาย คือ ใบปริญญา และมีกิจกรรมชื่นชมกับนักเรียนเหล่านั้น เพราะได้สร้างชื่อเสียงแก่โรงเรียน เพราะเป็นเกณฑ์ตัวหนึ่งที่สังคมจับตามอง แต่จะไม่สนใจนักเรียนที่ไม่ศึกษาต่อในระดับมหาลัย

ภายใต้ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจภายในโรงเรียน ของมหาลัยชีวิตในครั้งนี้ “อิสมาแอล หมินหวัง” ได้คิดค้นโครงการโรงเรียน 3IN1 ขึ้นโดยได้ทำ MOU กับวิทยาลัยการอาชีพนาทวี ด้วยรูปแบบให้นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้ลงทะเบียนเรียน ปวช. ที่วิทยาลัยการอาชีพไปด้วย โดยจัดทำหลักสูตรแบบสะสมหน่วยกิจ ซึ่งจะต้องเรียนสายอาชีพปีละ 60 หน่วยกิจ รวมเวลา 3 ปี เมื่อจบแล้วนักเรียนจะได้ 3 วุฒิ คือ วุฒิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วุฒิศาสนา และวุฒิ ปวช. จากวิทยาลัยการอาชีพด้วย

สิ่งสำคัญที่ทำให้ดำเนินโครงการไปได้ คือ ความเข้าใจและความร่วมมือของบุคลกรครูทุกคน ทุกขั้นตอนจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และความระมัดระวัง ในขณะเดียวกันจะต้องกระตุ้นเสริมสร้างความซื่อสัตย์ในหน้าที่การงาน เพื่อสนองโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเรา ไม่ใช่เป็นบุคคล “รักในหลวงแค่ริมฝีปาก” ภายใต้โครงการนี้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมจากโลกภายนอก

จากการทำโครงงานในครั้งนี้ทำให้ อิสมาแอล เกิดความภาคภูมิใจที่คิดแล้วสามารถลงมือปฏิบัติได้จริง ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงาน ประสานงาน การค้นคว้าข้อมูล และทุกคนในโรงเรียนได้สนองโครงการพระราชดำริของในหลวง ทำให้บุคลากรในองค์กรกล้าคิด กล้าแสดงออก รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เข้าใจในการทำงานเป็นหมู่คณะและรู้จักการเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี เกิดการพัฒนาความคิด อันจะนำไปสู่การขยายโครงงานอื่นๆ ที่จะตามมาซึ่งได้ทำแผนงานไว้แล้ว ดูเหมือนโครงงานไม่น่าจะมีอะไร แต่ภูมิใจที่บุคลากรในองค์กร ได้เข้าใจถึงการมีอาชีพ ช่องทางการสร้างรายได้อันเป็นปัจจัยที่มีอยู่ใกล้ตัวและไม่ยึดติดกับการเป็นมนุษย์เงินเดือน

“มหาลัยชีวิต” คือ มหาลัยที่ “อิสมาแอล” จะรณรงค์ ให้นักเรียนเมื่อจบชั้นมัธยมตอนปลายแล้วเข้าไปศึกษาต่อเพราะเป็นมหาลัย “สร้างคนให้เป็นคน” ได้จริง เกิดนวัตกรรมหลักสูตรใหม่ในวงการการศึกษา คือ เรียนแบบภายใต้การทำโครงงานนี้ได้สะสมหน่วยกิจ โดยทำ MOU กับวิทยาลัยการอาชีพนาทวี จบแล้วนักเรียนจะได้ 3 วุฒิ วุฒิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, วุฒิศาสนาชั้น 10 และวุฒิ ปวช. จากวิทยาลัยการอาชีพ นาทวี เรียกโครงการนี้ว่าหลักสูตร 3IN1

ความรู้สึกที่ “อิสมาแอล” มีต่อมหาลัยชีวิต “ขอขอบคุณอาจารย์ผู้สอนทุกท่าน ที่ตลอดระยะเวลา 3 ปี ได้ตอกย้ำสร้างจิตสำนึกให้น้อมนำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะมหาลัยชีวิตที่เป็นมหาลัยที่กล้าคิดนอกกรอบ จัดหลักสูตรคล้ายจะย้อนยุค ดูเสมือนว่าจะนำพาประเทศถอยหลัง ในความรู้สึกของสังคมปัจจุบัน เพราะสวนกระแสของโลกาภิวัฒน์ ภายใต้โครงงานที่ได้ทำมาเกิดความประจักษ์แก่ข้าพเจ้าถึงคุณค่าของมนุษย์อย่างแท้จริง”


การพัฒนาเริ่มที่ตัวเอง

โพสต์1 ก.ย. 2560 20:22โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์   [ อัปเดต 1 ก.ย. 2560 20:34 ]

นายสิรวิชญ์ สุขใส บัณฑิตของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน รุ่น 58 เข้ารับการศึกษที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตจังหวัดพิษณุโลก สาขาวิขาการจัดการการเกษตรยั่งยืน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง จังหวัดพิษณุโลก และด้วยความที่เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือสังคมจึงได้รับความไว้วางใจจากคนในชุมชนให้ดำรงตำแหน่ง อสม.ตำบลบ่อทอง, คณะกรรมการหมู่บ้าน และรองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวพันธุ์ดี บ้านหนองนางนวล จังหวัดพิษณุโลก อาชีพหลักของสิรวิชญ์ คือ เกษตรกรรม เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้กับอาชีพของตนเอง โดยเลือกทำโครงงานการใช้สารสกัดชีวภาพจุลินทรีย์หน่อกล้วยในนาข้าวเพื่อผลิตข้าวสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์

จากการที่สิรวิชญ์ ได้เข้ามาศึกษาในมหาลัยชีวิตเป็นเวลา 3 ปี ทำให้เขามีแนวคิดและมีวิสัยทัศน์มองเห็นที่สิ่งต้องพัฒนา โดยเริ่มจากการพัฒนาตัวเอง โดยสิรวิชญ์เล่าว่า “หากตัวเราพัฒนาแล้วจึงสามารถบอกต่อเป็นตัวอย่างกับผู้อื่นได้ โครงงาน 3 ปี สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้จริง และเป็นความรู้มือหนึ่งที่ได้จากประสบการณ์การลงมือทำจริง และมหาลัยชีวิตยังสอนให้นักศึกษานำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย วันนี้เขาได้เรียนจบในระดับชั้นปริญญาตรีตามที่ได้ตั้งความฝันไว้แล้วโดยไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่ามีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา และจะนำความรู้นี้ไปพัฒนาอาชีพเกษตรให้เกิดความยั่งยืนและขยายความรู้สู่ชุมชนต่อไป”



แหล่งเรียนรู้ในชุมชนสู่ความยั่งยืนของข้าพเจ้า

โพสต์24 ส.ค. 2560 04:45โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 20:12 โดย อมรพรรณ บัญฑิตย์ ]


ภูมิปัญญา หมัดหลี
ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตเกาะแต้ว
ศูนย์การเรียนรู้เพื่อปวงชนสงขลา


“ภูมิปัญญา หมัดหลี” หรือ “น้องบุ๊ค” ทายาทรุ่นที่ 3 ของ ป๊ะหรน หมัดหลี ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 1 ด้านการทำเกษตรธาตุ 4

น้องบุ๊ค ได้เดินตามรอยเท้าปู่โดยการสืบทอดปณิธาน อุทิศตนเป็นครู ให้ความรู้กับคนในชุมชน และประชาชนทั่วไป เรื่องการทำเกษตรผสมผสาน และเกษตรธาตุ 4 โดยได้ตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นภายในชุมชน ซึ่งช่วงแรกๆ คนในชุมชนก็ยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร แต่หลังจากที่เกิดวิกฤตราคายางตกต่ำ ก็ทำให้คนในชุมชนและประชาชนทั่วไปหันมาสนใจเพิ่มมากขึ้น

น้องบุ๊ค ได้นำความรู้ที่ได้สั่งสมมาจากคุณปู่ป๊ะหรน หมัดหลี และความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาผนวกเข้าด้วยกันและสอนให้กับคนในชุมชน ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยเกษตรธาตุ 4 ที่น้องบุ๊คดูแล ได้สร้างรายได้ให้กับทั้งตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชน วันละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท และเหมือนสิ่งอื่นใดความรู้ที่คุณปู่ป๊ะหรน หมัดหลี ได้ทิ้งไว้ให้กับน้องบุ๊คใช้สืบทอดให้กับทั้งคนในชุมชนและประชนชนทั่วไปนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เป็นการสร้างโอกาสให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะกับคนใต้ในยุคที่ราคายางตกต่ำ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือบางคนอาจจะมีฐานะดีกว่าในยุคที่ราคายางเฟื่องฟูด้วยซ้ำ


  

จากความจริงที่เป็นอยู่สู่การสานฝันของบรรพบุรุษ

ความใฝ่ฝันในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทยเกษตรธาตุ 4 ซึ่ง ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ได้ริเริ่มมาจากป๊ะหรน หมัดหลี ผู้เป็นปู่และครูภูมิปัญญาไทย ได้สั่งสมภูมิปัญญาในการทำเกษตรจากประสบการณ์ของตนเองและถ่ายทอดสู่รุ่นลูก (บิดา) มีการพัฒนาจนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาและมีการถ่ายทอดถึงรุ่นหลาน(ข้าพเจ้า) ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีความใฝ่ฝันในการสานต่อศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทยเกษตรธาตุ 4 โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาและองค์ความรู้ให้อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

  

จากหลักคิดส่วนตน สู่การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้

การพัฒนาชุมชนในบริบทของไทยซึ่งมีความแตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ทั้งสภาพภูมิอากาศ ประเพณี วัฒนธรรม ต้นทุนทางสังคมและระบบนิเวศ เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนมีความยั่งยืน เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนและเกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง ควรมีการพัฒนาจากรากเง้า ฐานภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมกันมายาวนาน เนื่องจากศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ของชุมชนนั้นมีทั้งผู้รู้ ภูมิปัญญาของชุมชนที่ได้รวบรวมไว้ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการพัฒนาท้องถิ่นได้ดีที่สุด


  

เดิมคนทำ (ชุมชน) ไม่ได้คิด คนคิด (ภาครัฐ) ไม่ได้ทำ” และ “ยัดเยียดความรู้ให้ชุมชน”

แนวคิดการพัฒนาชุมชนในอดีตภาครัฐเป็นผู้คิดแทนและกำหนดทิศทางในการพัฒนาชุมชน โดยขาดการการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการ ภูมิปัญญาและประสบการณ์เดิมที่ชุมชนมีอยู่ จึงทำให้แผนการพัฒนาชุมชนของภาครัฐไม่สามารถตอบสนองความต้องการและความจำเป็นที่แท้จริงของชุมชนได้ และจากการยัดเยียดความรู้จากภายนอกให้กับชุมชนก็เกิดประโยชน์เพียงชั่วคราว ไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ยุ่งอีกทั้งยังไม่สามารถพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ที่ยั่งยืนได้ ด้วยปัญหาดังกล่าวจึงมีการปรับแนวคิดในการพัฒนาชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง 

  

สู่ การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

โดยชุมชนเป็นผู้คิดและมีส่วนร่วมในการทำงาน ตั้งแต่กำหนดนโยบายจนถึงกระบวนการติดตามประเมินผล เพื่อการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยเน้นให้สมาชิกชุมชนคิดวิเคราะห์ มีการแก้ปัญหา พัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ มีการประสานความรู้ที่มีอยู่ภายในชุมชนและความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ จากภายนอกชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาโดยยึดพื้นที่และความต้องการของชุมชนเป็นหลัก โดยมีภาครัฐหรือองค์กรต่างๆ เป็นผู้ประสานและผลักดันกระบวนการมีส่วนร่วม จึงจะเป็นการพัฒนาในระยะยาวและยั่งยืนยิ่งขึ้น

  




เจอปัญหา เราไปเรียนมา ต้องแก้ปัญหาได้

โพสต์24 ส.ค. 2560 03:49โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 04:02 ]


สุรินทร์ คุ้มทิม
นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการการเกษตรยั่งยืน ศรป.สมุทรสงคราม

“เกษตรกรสามารถมีรายได้ ได้จริง ๆ แต่ขาดปัญญา และความรู้”


ผมเช่าที่แปลงนี้ไว้เริ่มแรกยังไม่ได้เลี้ยงปลากะพง ตอนแรกปล่อยปลานิล ไม่มีทุนก็ไปกู้ แต่จริง ๆ แล้วรายได้มันไม่พอ ก็ต้องมองหาทางเพิ่มรายได้ นั่นแหละคือจุดที่ทำให้คิด


ตอนแรกไม่รู้จักสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน แต่ที่รู้จักเพราะอาจารย์ที่เคยทำงานราชการด้วยกันชวนไปเรียน ก็ยังไม่เกิดแนวคิดที่จะทำอาชีพ ฟังบรรยายของอาจารย์เสรี พงศ์พิศ เขาบอกว่าเกษตรกรจริง ๆ  สามารถมีรายได้ได้ จริง ๆ ขาดปัญญา และความรู้ บอกว่ามีคนทำได้ไร่ละหนึ่งแสน ตอนแรกผมไม่เชื่อว่าจะมีคนทำแล้วมีรายได้ไร่ละหนึ่งแสน ก็มีคนทำได้เพราะใช้ปัญญาและความรู้ ก็เลยเกิดแนวคิด แต่ถามว่าเราจะลงทุนเอง ต้องใช้ทุนเยอะ ตอนนั้นได้เงินเดือน มันก็ไม่มีโอกาสได้เหมือนแบบนี้ เราก็ต้องมีผู้ร่วมลงทุน เริ่มต้นบุกเบิกตรงนี้ แต่ว่าทุนเราไม่มี ต้องคุยเงื่อนไขกันว่าจะแบ่งกันอย่างไร เจอผู้ลงทุนที่ดีเขาก็โอเค ผมมีพื้นฐานก็เลยกล้า เพราะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่สถานีประมงมาหลายปี


แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่ได้จากสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน คือ ผมได้ การวิเคราะห์ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล เราเจอปัญหา บางทีปลาตาย ปลาเป็นโรค ชาวบ้านก็ไม่ได้หาสาเหตุที่แท้จริง แต่เราไปเรียน เราต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าปลาตายเพราะอะไร ส่งตรวจ ตายด้วยโรคอะไร ต้องหาจุดให้ได้ เพราะฉะนั้น คือ หนึ่งความรู้ที่ได้มา ด้านการตลาดเมื่อก่อนเลี้ยงจับยกบ่อก็มีปลาเล็ก ปลาใหญ่ สมมุติว่าปลาตัวใหญ่ ๆ ที่ได้ขนาดกิโลกรัมละ 150 บาท แต่ตัวเล็ก ๆ 80 บาท เราก็เกิดความคิด เอามาวิเคราะห์ดูข้อมูลที่เราไปขาย เราก็ตักปลาที่ได้ขนาดไปก่อน แล้วเลี้ยงขนาดเล็กให้โตขึ้นไป ก็มีเทคนิคการจัดการเข้ามาอยู่เรื่อยๆ จัดการเป็นขึ้น เราสามารถจัดการได้ ตรงกับสาขาการจัดการการเกษตรยั่งยืน ทำให้เรารู้ว่าเราจะจัดการอย่างไร อย่างราคาถูกสุด 80 บาท เราจะหนีอย่างไร รอบการผลิตเราจะวางอย่างไร

อาจารย์สรณพงษ์ บัวโรย อาจารย์ณรรฐ ภาษยะวรรณ มาให้ความรู้ด้านบัญชีฟาร์ม มีคนมาปรึกษาอยู่เรื่อย ๆ อย่างแนวโน้มปลาทะเลในอนาคต อาหารปลาทะเลจะหายาก แล้วเราจะอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเทคนิคไปเลี้ยงอาหารเม็ด หรือว่าพยายามหาสูตรอาหารใหม่ ๆ



ตามที่นักวิชาการประมงเขาบอกไว้ ประมาณ 3,000 ตัวต่อไร่    ไม่ต้องติดเครื่องตีน้ำ แต่ที่ผมเลี้ยงอยู่ในปัจจุบัน 7,000 ตัวต่อ แต่เราก็ได้     องค์ความรู้จริง ๆ เราเลี้ยงหนาแน่น เราเอาค่าไฟไปเติมค่าออกซิเจน ค่าน้ำมันไปเติม เราได้องค์ความรู้ว่าเราหมดไปกับตรงนั้น ตอนนี้ก็มีแผนปล่อยในอัตราที่เหมาะสม แล้วกลางวันก็ปิด กลางคืนค่อยเปิด มันก็ประหยัดค่าพลังงานไปได้ ตอนเรียนวิชาสัมมนาผมรวมกลุ่มได้ 20 กว่าคน แล้วก็พาไปขึ้นทะเบียนฟาร์ม ทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการต่อ ก็เพียงแต่คุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้


แต่วิชาการที่ ม.ชีวิต จัดให้มีส่วนช่วยเราได้เยอะ วิชาสันติศึกษาต้องมี เราทำกินไม่สร้างศัตรู จับปลาก็เอาไปฝากเขาบ้าง กลายเป็นเพื่อนกัน แบ่งกันกิน บ้านละตัว 2 ตัว ก็เหมือนกับกลายเป็นเพื่อนกันไป เป็นพวกกัน

  

“สิ่งที่ได้จากสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนผมได้ คือ การวิเคราะห์ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล เราเจอปัญหา บางทีปลาตาย ปลาเป็นโรค ชาวบ้านก็ไม่ได้หาสาเหตุที่แท้จริง แต่เราไปเรียน เราต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าปลาตายเพราะอะไร ส่งตรวจ ตายด้วยโรคอะไร ต้องหาจุดให้ได้

ภูมิปัญญาปลูกพืชผักปลอดสารพิษเพื่อบริโภค

โพสต์23 ส.ค. 2560 23:21โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 02:25 ]

   

ทวิช ยืนมั่น
นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการสุขภาพชุมชน
ศูนย์การเรียนรู้เพื่อปวงชนอุบลราชธานี




ทวิช ยืนมั่น ก่อนที่จะเข้าศึกษาที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน มีตำแหน่งในชุมชน คือ อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุข และหลังจากได้เข้าศึกษาในสถาบันฯ ได้รับการยอมรับการคนในหมู่บ้าน ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริการส่วนตำบล (อบต.) โดยในระหว่างที่กำลังศึกษา เค้าได้ทำโครงงาน “ภูมิปัญญาปลูกพืชผักปลอดสารพิษเพื่อบริโภค” โดยเป็นงานที่ต่อยอดมาจากหมู่บ้านชีววิถี ของอำเภอห้วยแดง ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับรางวัลที่หนึ่งของประเทศไทยในระดับหมู่บ้าน

ทวิชได้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาพัฒนาชีวิตของตนเอง โดยเริ่มต้นจากการใช้ความรู้เดิมที่มีอยู่เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ จากนั้นนำความรู้ที่ได้ศึกษามาประยุกต์นำพืชผักที่ปลูกมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย เช่น สบู่ฟักข้าว ชาว่านรางจืด ข้าวหอมนิลปลอดสารพิษ น้ำมันเหลือง

   

ทวิชไม่เพียงแต่สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย แต่ยังแบ่งปันความรู้ที่ได้ให้กับคนในหมู่บ้าน ด้วยการสอนวิธีการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้กับชาวบ้านที่สนใจ และ
บางคนก็รับผลิตภัณฑ์ของ ทวิช ไปจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้

  


การเปลี่ยนแปลงของ ทวิช หลังจากที่เข้าศึกษาในสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

ภรรยาคุณทวิช เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกก็ไม่ได้สนับสนุนให้สามีเรียน เพราะว่าต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่คุณทวิช บอกว่าจะหาเงินเพื่อจ่ายค่าเทอมเอง จึงอนุญาต แต่หลังจากที่สามี เรียนไปได้สักระยะ ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวสามี เริ่มจากการที่เป็นคนตรงต่อเวลามากขึ้น ขยันมากขึ้น พอมีเวลาว่างก็จะปลูกโน้น ปลูกนี่ไปเรื่อย และมีการนำพืชผักที่ปลูกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน และยังเหลือเงินอีกส่วนหนึ่งมาใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งหลังจากที่คุณทวิช จบการศึกษา ก็ได้มีการทำเสื้อครุยมาสวมเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันที่บ้าน ตนเองรู้สึกมีความภูมิใจในตัวสามีเป็นอย่างมาก






พ่อตาคุณทวิช เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าที่จะไปเรียน คุณทวิช มีอาชีพหลัก คือ ทำนา  ก็จะทำนาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำอย่างอื่น แต่หลังจากที่ได้เข้าศึกษาแล้ว เค้าก็ขยันขึ้น มีการปลูกพืชผักสวนครัว และสมุนไพร ไว้รับประทานและทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่าย บางครั้งก็พาเพื่อนๆ มาทำกิจกรรมที่บ้าน ทำให้ได้รับความรู้ไปด้วย ปัจจุบันนอกจากคุณทวิช จะทำนาเป็นหลักแล้ว ก็มีรายได้เสริมจากการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น ตนเองก็รู้สึกภูมิใจที่คุณทวิช สามารถเลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขได้






 
อาจารย์ศิรยา ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์พิเศษ เล่าให้ฟังว่า ในปีแรกที่เข้าเรียน คุณทวิช เป็นคนที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่กล้าพูด แต่หลังจากเรียนไปได้สักระยะ ก็เริ่มมีความกล้าแสดงออก กล้าออกมาพูดหน้าชั้น กล้าพูดผ่านไมค์ เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยี พูดประกอบโปรแกรมพาวเวอร์พอยท์ ปัจจุบัน สามารถพูดในที่ต่างๆ เช่น เวลาลงโครงการในชุมชน หรือแม้กระทั่งเป็นวิทยาการในการประชุม







1-7 of 7