เรียนรู้แบบ “เจอนั่น-เจอนี่” ที่ ม.ชีวิต

โพสต์24 ส.ค. 2560 09:46โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 10:06 ]

ไอศูรย์ ภาษยะวรรณ์
อาจารย์ประจำหลักสูตร / ผู้ประสานงานเครือข่าย ม.ชีวิต จ.ชุมพร


สอนที่ ม.ชีวิต (สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน) มาก็หลายปี ได้เรียนรู้ร่วมกับนักศึกษามาก็หลายรุ่น หลายวัย หลายอาชีพ ฯลฯ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนยึดถือเป็นหลักในการเป็นครูคือ เราจะดำรงตนเป็นกัลยาณมิตรที่ดี (ที่สุด) ของนักศึกษา ที่วงเล็บตรงคำว่า (ที่สุด) เพราะรู้ว่ายังอีกนาน...อีกไกล...ไม่มีวันสิ้นสุด มีเรื่องดีๆ ทั้งเก่าและใหม่โผล่หน้าเข้ามาทักทายให้ได้ไตร่ตรองสะท้อนคิด ได้นำไปปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างตนเองกับนักศึกษา และนี่คือเรื่องหนึ่งที่เราภูมิใจ เรียนรู้แบบ “เจอนั่น-เจอนี่” ที่ ม.ชีวิต

ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อท่านได้อ่านชื่อเรื่องในครั้งแรกคงจะคิดเดาเอาว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นออกไปเรียนรู้-ดูงาน ณ สถานที่ต่างๆ จึงได้ เจอนั่น-เจอนี่ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรใครๆ เขาก็ทำกัน แต่ถ้าอธิบายใหม่ว่า เจอนั่น-เจอนี่ มาจากการเลียนเสียงทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Journal-Journey ความน่าสนใจคงจะเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

Journal แปลว่า วารสาร Journey แปลว่า การเดินทาง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ ?

1. เริ่มต้นที่การเขียนและอ่านบันทึกการเรียนรู้รายวิชา
ทุกครั้งที่ผู้เขียนจัดกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะในชั้นเรียนหรือออกไปปฏิบัติงานภาคสนาม งานชิ้นหนึ่งที่นักศึกษาต้องทำส่งอาจารย์ คือ ต้องมีการเขียนบันทึกการเรียนรู้ โดยกำหนดประเด็นใช้เป็นแนวทางในการเขียน 3 ข้อ ดังนี้
  • กิจกรรมการเรียนรู้ / การปฏิบัติ (ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ฯลฯ)
  • เนื้อหา / เรื่องราว / เหตุการณ์ / ข้อมูล ที่ได้จากการเรียนรู้
  • สรุปประโยชน์ที่ได้รับและภารกิจที่ต้องสานต่อ
บันทึกการเรียนรู้ทุกชิ้นที่นักศึกษาเขียนส่งมา ผู้เขียนในฐานะอาจารย์จะสนับสนุนให้เขียนด้วยลายมือของตนเองหรือใครถนัดที่จะพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่ขัดข้อง ผู้เขียนถือเป็นภารกิจของ การดำรงตนเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ดังนั้น ก่อนอ่านจึงวางจิตให้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ยิ้มน้อยๆ เพื่อส่งผ่านไมตรีจิตถ่ายทอดลงไปในงานของนักศึกษา จากนั้นจึงตั้งใจอ่านอย่างละเอียด ตรวจแก้ตั้งแต่คำผิด ตั้งคำถามให้ได้คิด แนะนำการปรับปรุง เพิ่มเติม ตัดทอน ขยายความ ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้คือ ผู้เขียนจะทำหน้าที่เป็น เชียร์ลีดเดอร์ (Cheer Leader) ในความหมายของการเป็นผู้นำเชียร์ กระตุ้น สนับสนุน/ส่งเสริม ให้นักศึกษาพัฒนาตนเองในทุกๆ มิติของการเรียนรู้ ทั้งฐานคิด ฐานกาย และฐานใจ

ผู้เขียนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะไม่ส่งผ่านถ้อยคำอันน่าเกลียด หรือวาจาที่สร้างความเกลียดชัง อย่างที่เรียกกันว่า Hate Speech อันมีรากฐานมาจากการเริ่มต้นฟัง-อ่าน-คิด แล้วตีความ ตัดสินถูก-ผิด กล่าวหา กล่าวโทษ ตำหนิติเตียน จนเลยเถิดไปถึงขั้นดุด่าว่ากล่าว ถ้อยคำเหล่านี้เมื่อเริ่มต้นหยิบยกขึ้นมาใช้มันจะบั่นทอนกำลังใจของนักศึกษา และถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้นรากเหง้าที่แท้จริงของถ้อยคำเหล่านี้มาจากอัตตา/ตัวตนที่ติดอยู่ในกรงขังความคิดตัวกู/ของกู แสดงออกเมื่อไรก็มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง น้อยใจ หงุดหงิด โกรธ เกลียดชัง ฯลฯ แล้วอย่างนี้จะไปเป็นครูสอนใครเขาได้

บันทึกการเรียนรู้ทุกชิ้นเมื่อตรวจอ่าน แนะนำ แสดงความคิดเห็น และเขียน cheer-up สร้างกำลังใจเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนจะส่งคืนให้นักศึกษานำไปรวบรวมพร้อมสอดแทรกเอกสารประกอบต่างๆ จัดทำเป็นรูปเล่มรายงานส่งในช่วงปลายภาคเรียน นักศึกษาที่ขาดเรียน ขาดการเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เขียนอนุญาตให้ติดตามเรียนรู้จากการศึกษาบันทึกฯ ของเพื่อนๆ แล้วเขียนขึ้นมาใหม่บนฐานความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของตนเอง พร้อมทั้งให้เครดิตด้วยการขอบคุณเพื่อนที่เป็นเจ้าของบันทึกฯ ส่งมาให้ผู้เขียนตรวจอ่านตามขั้นตอนปกติ เป็นการช่วยให้ผู้ที่ขาดเรียนได้ติดตามกระบวนการเรียนรู้ ได้ศึกษา สอบถาม ทำความเข้าใจจากเพื่อน จากครู และมีรายงานส่งเหมือนคนอื่น แต่คะแนนเก็บโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนจำเป็นต้องขาดตกบกพร่องได้น้อยกว่าเพื่อนๆ ก็ว่ากันไปตามเหตุ-ปัจจัย

2. บันทึกการเรียนรู้ = Learning Journals
หลังจากอ่านและเขียนแสดงความคิดเห็นในบันทึกการเรียนรู้ของนักศึกษาอยู่นานหลายภาคเรียนโดยไม่ได้ไปใส่ใจสงสัยว่า วิธีการแบบนี้กลุ่มนักการศึกษาที่ค้นคว้าเน้นหนักทางด้านการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult Learning) ให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน อย่างไร จนกระทั่งได้รับของขวัญปีใหม่ 2559 จาก ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เป็นหนังสือเรื่อง เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง Transformative Learning ที่ท่านอ่านและตีความจากหนังสือ Transformative Learning in Practice : Insight from Community, Workplace, and Higher Education เขียนโดย Jack Mezirow, Edward W. Taylor และคณะ


อ่านไปเรื่อยๆ หลายช่วงหลายตอนก็พบว่า บันทึกการเรียนรู้ ที่เราให้ความสำคัญศัพท์ทางการศึกษาเขาเรียกว่า Learning Journals เป็นการเขียนบันทึกการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ค่อนข้างนาน) ที่ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติงานจริงในกิจกรรมใดๆ ได้สะสมทักษะความชำนาญจนกลายเป็นชุดประสบการณ์ที่ติดแน่นฝังลึกในตัวผู้เรียน

การเขียนบันทึกการเรียนรู้แบบ Learning Journals ผู้เรียนจะต้องรวบรวมโน้ตย่อสิ่งที่ได้ฟัง ได้ดู ได้อ่าน ได้พูดจาแลกเปลี่ยน และได้ลงมือทำ นำขึ้นมาทบทวนเปรียบเทียบกับข้อสังเกตของตนเอง นำผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาคิดวิเคราะห์จนกลายเป็นความรู้ความเข้าใจใหม่ แล้วเขียนสะท้อนออกมาบนพื้นฐานมุมมองของตนเองอย่างกล้าหาญ ตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะเป็นมุมมองที่สอดคล้องหรือแตกต่างจากอาจารย์และเพื่อน

การไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างจริงจังของผู้เรียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศของการเรียนรู้ที่ถูกครอบงำ จำกัดถูก-ผิด โดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าซึ่งเป็นไปได้ทั้งครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนๆ นักศึกษา และกรอบความคิดในสังคมไทยที่มักจะกดดันให้ผู้น้อยสยบยอมจำนนกับความคิดของผู้ใหญ่โดยไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็นที่ พูดออกมาจากใจ จึงต้องกลบเกลื่อนความคิด ความจริง อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ด้วยท่าทีนิ่งๆ เฉยๆ ดูสุภาพเรียบร้อย แต่ความจริงมีเสียงของความขัดแย้งกดดันดังก้องอยู่ในหัว เราแก้ไขอุปสรรคเรื่องนี้กันอย่างไร ?

1. เสริมสร้างทักษะการไตร่ตรองสะท้อนคิดด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนา

กิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนได้ทดลองปฏิบัติในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ ม.ชีวิต คือการนำกระบวนการ สุนทรียสนทนา (Dialogue) มาปรับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้แบบสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ยกระดับการฟัง-คิด-พูด และสร้างความรู้ความเข้าใจ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เราใช้การ ตั้งวงคุยกัน ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย ดูวิดีทัศน์ อ่านบทความ หรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามเนื้อหาวิชาและหลักสูตรของสถาบันฯ

เราพบว่าการตั้งวงคุยกันสร้างคุณประโยชน์ให้กับสมาชิกในกลุ่มได้เป็นอย่างมาก ทั้งสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่/ผู้เยาว์ หญิง/ชาย รวย/จน ฯลฯ แต่ละคนมีประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกันไป ความภาคภูมิใจ ความอัดอั้นตันใจ ความสดใสร่าเริงเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ แต่กลับกลายเป็นความเงียบเหงาจับขั้วหัวใจเมื่ออยู่คนเดียวในบ้าน ความรู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรกับใครเพราะที่บ้านมีแต่คำสั่งคำสอนครอบงำความคิดไปเสียทุกเรื่อง ความคับแค้นใจที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการทำงานในองค์กร จากการขายผลผลิตที่ถูกกดราคา ความเครียดจากภาวะหนี้สินและปัญหาในครอบครัว อาการเจ็บป่วยที่มีพื้นฐานอยู่บนปัญหาจิตใจและการกินการอยู่ที่ไม่สมดุลของตนเอง ฯลฯ  เรื่องราวเหล่านี้เมื่อนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงพูดคุยด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนาทำให้สมาชิกแต่ละคนพบว่า เสียงที่พูดออกไปมีเพื่อนๆ รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ตัดสินดี/ชั่ว ถูก/ผิด ไม่พูดจาสั่งสอนด้วยท่าทียกตนข่มท่าน มีเพียงการนิ่งฟัง รับรู้ และสะท้อนออกมาเป็นคำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจ เห็นใจ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่เป็นความสำเร็จ และสัมผัสได้ถึงอาการวางเฉยแบบมีอุเบกขา เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่มันเกินเลยไปจากความเป็นจริง สัมผัสอุเบกขาจากเพื่อนๆ นี้เองเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนอัตตาตัวตนของผู้พูด เปิดโอกาสให้รู้เนื้อรู้ตัวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยลดอัตตาตัวตน พูดเฉพาะในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ลงมือทำจริง และรู้สึกออกมาจริงๆ เพียงเท่านี้ก็มีคุณค่ามากพอแล้ว

เราเรียกสิ่งที่ทำลงไปด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนานี้ว่า เสียงของฉัน เราร่วมกันได้ยิน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากในการสร้างสภาวะที่ทำให้เกิดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ทำลายอุปสรรคที่ปิดกั้นและคืนกลับ เสียงของฉัน ให้กับชุมชนเล็กๆ ของเรา คืนความมั่นใจให้กับสมาชิก คืนคุณค่าและความหมายให้เขาภาคภูมิใจในตัวเอง คืนแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองด้วยการลงมือปฏิบัติจริงตามหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของสถาบันฯ ซึ่งเป็น การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง : Transformative Learning ที่เราสร้างขึ้นร่วมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการ ตั้งวงคุยกันแบบสุนทรียสนทนา จะถูกนำมาไตร่ตรองสะท้อนคิดแล้วจึงเขียนออกมาด้วยความลุ่มลึกของจิตใจและสติปัญญา ช่วยยกระดับในเชิงคุณภาพทำให้บันทึกการเรียนรู้กลายเป็น Reflective Learning Journals มีคุณค่าและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ดีนำเสนอความจริงทั้งในระดับเหตุการณ์และระดับความคิดจิตใจ เมื่อครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ได้ฟัง-คิด-อ่านงานของนักศึกษาจะสามารถเข้าถึงและส่งต่อคุณค่าของเรื่องราวเหล่านั้นด้วยการเขียนเพื่อสร้างกำลังใจ แนะนำแนวทางที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ ผ่านบันทึกการเรียนรู้ของนักศึกษาได้เป็นรายบุคคล


2. ขยายผลไปสู่การเขียนบันทึกการเรียนรู้จากการทำโครงงาน

กฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นไฟท์บังคับอย่างหนึ่งของการเรียนจบปริญญาตรีที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต) คือ นักศึกษาจะต้องทำโครงงานเฉพาะสาขา ซึ่งสถาบันฯ ได้ออกแบบหลักสูตรให้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มีการติดตามผล ประเมินผล ให้คะแนน และตัดเกรด โดยกำหนดเป็นชุดวิชาเรียนต่อเนื่อง 8 ภาคเรียนจนสิ้นสุดการเรียน Course Work เรียกชื่อต่างกันไปตามสาขาวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียน ได้แก่ เรียกว่าชุดวิชา การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน 1-8 สำหรับสาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เรียกว่าชุดวิชา การพัฒนาคุณภาพชีวิต 1-8 สำหรับสาขาวิชาการจัดการสุขภาพชุมชน และเรียกว่าชุดวิชา โครงงานการเกษตรยั่งยืน 1-8 สำหรับสาขาวิชาการจัดการการเกษตรยั่งยืน แต่สำหรับอาจารย์และนักศึกษาชอบและเคยชินที่จะเรียกการทำโครงงานเฉพาะสาขานี้ว่า โครงงาน 3 ปี ตอกย้ำกันไปเลยว่าต้องทำจริง ต่อเนื่อง ติดตามผล/ประเมินผลอย่างเข้มข้นจริงจังตลอด 3 ปีเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่โครงงานประเภท ชั่วข้ามเทอม หรือข้ามเดือน ข้ามสัปดาห์ สุดท้ายก็เป็น โครงงานชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นคำที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาเตือนสตินักศึกษาว่า อย่ารอช้า เร่งทำงานอย่างจริงจัง ต่อเนื่องตาม Road Map ที่วางไว้เป็นกติกาจะได้จบการศึกษารับปริญญาพร้อมเพื่อนๆ (ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเกรดและเรื่องอื่นๆ)

การกำหนดให้นักศึกษาต้องทำ โครงงานเฉพาะสาขา หรือ โครงงาน 3 ปี ในทุกสาขาวิชาเป็นความตั้งใจของสถาบันฯ เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Project Based Learning : PBL การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มาเป็นแนวทางหลักในการจัดการศึกษา ว่ากันตามทฤษฎี PBL เป็นการศึกษาโดยการทำโครงงานโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะใช้แรงบันดาลใจของตนเองเลือกศึกษาในหัวข้อที่ตนสนใจ โดยครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาและแนะนำกรอบในการศึกษาให้เท่านั้น การศึกษาแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวในการปฏิบัติจริง ศึกษาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและมีความกระตือรือร้น รู้สึกท้าทายในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และภูมิใจกับผลงานที่ออกมาเพราะเป็นผลงานที่ลงมือทำเอง ทำให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจในงานนั้นอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ที่ดีจะต้องบูรณาการกับชีวิต มีกระบวนการไตร่ตรองสะท้อนคิด (Reflection) หรือถอดบทเรียนอย่างเป็นระยะๆ สม่ำเสมอ และควรใช้เวลาทำโครงงานนานระยะหนึ่งเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยหลายชิ้นออกมายืนยันคุณประโยชน์ของ PBL ว่า ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ค้นคว้า-ปฏิบัติในสิ่งที่ซับซ้อน ท้าทาย หรือในบางครั้งเป็นประเด็นปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ศักยภาพในการรับรู้สิ่งใหม่ๆ ของผู้เรียนจะถูกยกระดับขึ้นเมื่อได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่มีความหมาย และเมื่อผู้เรียนได้รับความช่วยเหลือให้เข้าใจว่าความรู้กับทักษะเหล่านั้นสัมพันธ์กันด้วยเหตุอะไร เมื่อใด และอย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังหลุมพรางของ PBL คือ ครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้จะต้องไม่ไปหลงติดที่ ชิ้นงาน/นวัตกรรม/ความสำเร็จ ที่ได้จากโครงงาน PBL มากกว่าการมุ่งไปที่การออกแบบ PBL ให้พัฒนา ทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูหลายคนพยายามบีบคั้นให้ได้ชิ้นงานที่มีรูปแบบที่ดี มีจุดเด่นที่ตรงกับสมัยนิยมจะได้นำไปอวดอ้างสร้างชื่อเสียง แต่ละเลยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะสำคัญต่อสมดุลของชีวิต หลุมพรางอย่างนี้เห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากการประกวดโครงงานทั่วๆ ไปที่ให้คะแนนรางวัล ชิ้นงานที่เลอเลิศ มากกว่า ทักษะที่ผู้เรียนได้เรียนรู้

พูดง่ายๆ ก็คือ หลงไปให้ความสำคัญกับชิ้นงานเพื่อนำไป ยกป้าย-ถ่ายรูป มากกว่าที่จะทำงานแบบ ปิดทองหลังพระ สร้างทักษะการเรียนรู้และทักษะชีวิตให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน

เมื่อนักศึกษานำเสนอเค้าโครง (Proposal) ของโครงงานเฉพาะสาขาและผ่านขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไข อนุมัติให้ทำโครงงานฯ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ของการศึกษาในปีแรก ในช่วงของการปฏิบัติงานผู้เขียนจะสนับสนุน (และขอร้องแกมบังคับ) ให้นักศึกษาเขียน รายงานผลความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานโครงงานเฉพาะสาขา ในรูปแบบ บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals

นอกจากการทำกิจกรรมในโครงงานเฉพาะสาขาแล้ว นักศึกษา ม.ชีวิตทุกคนจะต้องทำกิจกรรมต่อเนื่องจากวิชาการวางแผนและเป้าหมายชีวิต ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแผนชีวิตของตนเอง 4 แผน คือ แผนบริหารการเงิน (ทำบัญชีรับ-จ่าย การออมเงิน) แผนสุขภาพ แผนการบริหารเวลา แผนพัฒนาอาชีพและการงาน นอกจากนั้นยังมีแผนพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการทำโครงงานในวิชาการรู้จักตนเองและการเปลี่ยนแปลงตน ดังนั้น ในแต่ละภาคเรียนนักศึกษาจะต้องเขียนและส่ง บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals ภาคเรียนละ 5 ฉบับ ดังนี้

ฉบับที่ 1 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : โครงงานพัฒนาอาชีพ & การงาน

ฉบับที่ 2 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผนสุขภาพ

ฉบับที่ 3 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผนการเงิน บัญชีรายรับ/รายจ่าย เงินออม

ฉบับที่ 4 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผนการจัดการเวลา

ฉบับที่ 5 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผน/โครงการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง

บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals ภาคเรียนละ 5 ฉบับนี้ เมื่อทำต่อเนื่องรวม 8 ภาคเรียนตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 – 9 เพื่อให้สอดคล้องกับชุดวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน 1-8 นักศึกษาจะมีแหล่งข้อมูลดิบเป็น บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals ที่สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือตนเองมากถึง 40 ฉบับ และเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีด้วยคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาจัดระบบเรียบเรียงใหม่โดยช่วยกันสร้างกรอบแนวคิด (Conceptual Frame-Work) ที่เหมาะสมและนำมาสรุปเป็นเอกสารโครงงานเฉพาะสาขาหรือโครงงาน 3 ปีตามรูปแบบที่สถาบันฯ กำหนด ในขั้นตอนนี้ผู้เขียนน้อมนำให้นักศึกษาได้ตระหนักว่า เขากำลังสร้างงานชิ้นเอก (Master Piece) ที่เป็นตำนานชีวิตของตนเอง เรียกงานชิ้นนี้ว่า บนเส้นทางเรียนรู้ : Learning Journey ของตัวนักศึกษาเอง

จาก บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals สู่งานเขียน บนเส้นทางเรียนรู้ : Learning Journey ของตัวนักศึกษาเอง นี่คือที่มาของ การเรียนรู้แบบเจอนั่น-เจอนี่ที่ ม.ชีวิต ตามชื่อบทความนี้


3. การเรียนรู้แบบเจอนั่น-เจอนี่ของครูและศิษย์

ในมุมมองเดียวกัน บนเส้นทางเรียนรู้ : Learning Journey ของครู/ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ยังทอดยาวไปอีกไกล ยังต้องผ่านโค้งหักศอก เนินสูงชัน หลุมบ่อของปัญหา/อุปสรรค และความยากลำบากนานานัปการ เป็นไปไม่ได้เลยที่ครูจะออกเดินทางไปคนเดียวจนถึงเป้าหมาย มีบ้างบางโอกาสครูอาจจะต้องขอเวลาปลีกวิเวกเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเอง ฝึกทักษะสำคัญ สร้างพลังชีวิตให้กับตนเอง แต่การเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตและชุมชน ครูและศิษย์จะต้องเดินทางไกลไปร่วมกันแบบเจอนั่น-เจอนี่ ตลอดเส้นทาง

Comments