ชวนไปหนำข้าว ทำนาข้าวด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นใต้

โพสต์24 ส.ค. 2560 05:37โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 07:56 ]

บทความและภาพถ่าย : อาจารย์ปรีชา รักษ์เมือง

ศรช. บ้านนาสาร ศรป.สุราษฏร์ธานี


ผู้เขียนร่วมเรียนรู้การหนำข้าวกับนักศึกษา

ด้วยเห็นว่าต้นยางพารา ในเนื้อที่ 4 ไร่ ยังเป็นต้นเล็กผู้ใหญ่สุต้าน จันทร์พุ่ม นักศึกษาจากศูนย์เรียนรู้ของชุมชน เครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ศรช.บ้านนาสาร) จึงคิดใช้พื้นที่ว่างของตน สร้างประโยชน์ให้กับท้องถิ่น โดยผู้ใหญ่สุต้าน ร่วมกับผู้นำในท้องถิ่น ได้ฟื้นฟูการทำนาแบบท้องถิ่นของหมู่บ้านขึ้น เพื่อเผยแพร่แนวคิดและวิธีการนี้สู่เยาวชนในหมู่บ้านให้รู้จักการทำนาแบบท้องถิ่นของตน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาปักษ์ใต้ที่เรียกกันว่าการหนำข้าว


กำนันนิยม หนูศรีแก้ว กำลังอธิบายความเป็นมาของการทำนาข้าวแบบพื้นบ้าน



นอกจากจะริเริ่มฟื้นฟูวิธีการหนำข้าวนี้ให้แก่เยาวชน ผู้ใหญ่สุต้าน ยังได้ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเพื่อนนักศึกษาที่เรียนด้วยกันใน ศรช.บ้านนาสาร ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอนุรักษ์การทำนาแบบท้องถิ่น ของหมู่บ้านช่องช้าง ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฏร์ธานี ไปพร้อมกันด้วย


การหนำข้าว คือ การปลูกข้าวบนพื้นที่ราบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำนาไร่ ซึ่งหมู่บ้านช่องช้าง มีการทำนาไร่แบบหนำข้าว มาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2497 กระทั่งถึง ปี พ.ศ. 2522 การหนำข้าวเริ่มลดน้อยลง จนแทบไม่เหลือให้เห็น แม้เยาวชนในพื้นที่เองก็ไม่รู้จักวิถีชาวนาพื้นบ้านของตน


ไม้สักและกระบอกหนำข้าว


กิจกรรมการหนำข้าวนี้ ผู้ใหญ่สุต้าน ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้รู้หลาย ๆ คนในท้องถิ่น ทั้งยังได้รับความสนใจจาก นักศึกษา ศรช. บ้านนาสาร เพราะนอกจากวิธีการแล้ว ผู้ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมยังได้รับเกร็ดความรู้ปลีกย่อยที่น่าสนใจ เช่น อุปกรณ์การหนำข้าว ที่เรียกว่าไม้สัก กระบอกหนำข้าว และเมล็ดพันธุ์ข้าว ก็เป็นอุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกอย่างมีที่มา คือ

1. ไม้สัก ที่เรียก ก็ไม่ใช่ไม้ที่ได้มาจากต้นสัก แต่เป็นไม้ที่ใช้สำหรับกระทุ้งดินให้เป็นหลุมชาวใต้เรียกว่า "แทงสักโดยเรียกอุปกรณ์นี้ว่า "ไม้สัก"

2. กระบอกหนำข้าว คือ กระบอกไม้ไผ่ ที่ใช้สำหรับใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวหยอดลงหลุม

3. เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ในการปลูก


วิธีการหนำข้าว จะปลูกแบบหยอดเป็นหลุม (drilling) หลังจากเตรียมดินไว้แล้วจะใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร หรือใช้เสียมที่ต่อด้ามยาวขุดดินให้เป็นหลุมเล็ก ๆ ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร เว้นระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 25-30 เซนติเมตรแล้วหยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุม ๆ ละ ประมาณ 5-8
เมล็ด หากพื้นที่ปลูกมีความลาดชันไม่ควรกลบหลุม เพราะจะทำให้ดินกลบหลุมปลูกแน่นเกินไปเมื่อมีฝนตก


ผู้รู้ในท้องถิ่นกำลังแทงสัก

นักศึกษา ม.ชีวิต กำลังฝึกแทงสัก


แต่ในพื้นที่ปลูกที่มีความลาดชันน้อยกว่า องศา ให้ใช้กิ่งไม้ลากผ่านหลุมที่หยอดเมล็ดแล้วเป็นการกลบหลุม การปลูกโดยวิธีหยอดเป็นหลุมเป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากง่ายต่อการกำจัดวัชพืชและดูแลรักษา เป็นวิธีการที่พบเห็นได้ทั่วไป การปลูกแบบนี้จะใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 6-8 กิโลกรัมฃ


ขั้นตอนการปลูก

1.  ใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร

2.  หยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุม ๆ ละ ประมาณ 5-8 เมล็ด

3.  ดินกลบหลุมปลูก


นักศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

หยอดเมล็ดข้าวลงหลุม

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

จากการเรียนรู้วิธีการทำนาไร่ แบบการหนำข้าวของนักศึกษา ศรช.บ้านนาสาร ทำให้นักศึกษาหลายคนที่มีที่ดินว่างเปล่า และมีสวนยางพาราที่มีอายุการปลูกต้นยางประมาณ 1-2 ปี สนใจที่จะต่อยอดความคิดนี้ นำกลับไปริเริ่มปลูกข้าวนาไร่ แบบการหนำข้าวในที่ดินของตนเองบ้าง จึงนับเป็นจุดเริ่มของการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเอง ที่แม้ว่านักศึกษาเองจะยังไม่ได้ปลูกข้าวในที่ดินของตนเองจริง ๆ แต่เพียงแค่มีแนวคิดที่จะนำกลับไปทำต่อก็นับว่า ได้เริ่มต้นเรียนรู้ในการทำนาไร่ แบบหนำข้าวนี้ อย่างบรรลุวัตถุประสงค์ ที่ผมซึ่งผู้เป็นอาจารย์ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ประจำสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตั้งใจไว้


การนำนักศึกษาลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ย่อมดีกว่าการบังคับให้นักศึกษาไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำนาไร่ ที่ไม่ว่าจะให้อ่าน 1 เล่ม หรือ 10 เล่ม ก็ไม่เท่ากับการได้ไปเรียนรู้และลงมือปฎิบัติจริงในชุมชนเพียงครั้งเดียว ที่น่าภูมิใจก็คือ เสียงสะท้อนจากชุมชนที่บอกไว้ว่า นี่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เคยเห็นจากมหาวิทยาลัยที่ไหนเลย เพราะเคยเห็นแต่เขาเรียนกันในห้องสี่เหลี่ยม ไม่ได้มาเรียนรู้กับชาวนาจริงๆ สถาบันนี้จัดการศึกษาที่แปลกจากที่อื่น สอนคนให้รู้จัก พึ่งตนเองจากการปฏิบัติจริง


แม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวของแพง แต่การทำนาไร่ในแบบการหนำข้าว จะยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อให้พื้นที่แห่งการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผู้ใหญ่สุต้าน จันทร์พุ่มนักศึกษาตัวอย่างของ ศรช.บ้านนาสาร เต็มใจให้ใช้พื้นที่ของตนเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการทำนาไร่ แบบการหนำข้าวเดินหน้าต่อไป