ห้องเรียนชุมชน


แผนแม่บทชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านป่าซาง หมู่ 3 ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พ.ศ.2560

โพสต์13 ธ.ค. 2561 21:20โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์

นักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการสุขภาพชุมชน ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนแม่จัน-พญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย รุ่นปี 2557 ร่วมกับแกนนำชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทชุมชนบ้านป่าซางหมู่ 3 ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ภายใต้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้วยเครื่องมืองประชาพิจัยและพัฒนา (PR&D: People Research and Development) ตลอดกระบวนการแกนนำชุมชนได้เรียนรู้เครื่องมือสำรวจทุนชุมชน สำรวจปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา จัดทำแผนผังประวัติศาสตร์ชุมชน แผนผังศักยภาพและจุดเสี่ยงของชุมชน ได้ร่วมฝันภาพอนาคตของชุมชน จนนำไปสู่การจัดทำวิสัยทัศน์ชุมชนและแผนแม่บทชุมชนบ้านป่าซาง กระบวนการนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเสริมสร้างคุณค่าของหลักสูตรที่มุ่งให้เกิด “ชุมชนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ”



ปลูกอยู่ปลูกกินที่บ้านเลิศอรุณ หมู่ที่ ๗ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์

โพสต์13 ธ.ค. 2561 21:15โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์



นักศึกษา ศรช.สังขะ ศปจ.สุรินทร์ รุ่น ๕๖ ร่วมกันผู้นำชุมชน ส.อบต. อสม. ปราชญ์ท้องถิ่น กลุ่มอาชีพเย็บผ้า กลุ่มหม่อนไหมทอผ้า เรียนรู้ร่วมกันในการทำประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน การสำรวจทุนชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน จุดอ่อน จุดแข็งของชุมชน การวิเคราะห์ปัญหา พบว่าปัญหาหลักคือ “การซื้ออยู่ซื้อกิน” ร่วมกันจินตนาการภาพอนาคตของหมู่บ้านที่ต้องการ  การสังเคราะห์วิสัยทัศน์และแผนแม่บทชุมชน การศึกษาดูงานกับปราชญ์ท้องถิ่น จนถึงการตัดสินใจร่วมกันที่จะทำโครงงานแก้ปัญหาและการพัฒนาชุมชนตามแผนแม่บทที่จัดทำไว้ มีโครงการ/กิจกรรมที่เด่น ได้แก่ “การปลูกอยู่ปลูกกิน” สิ่งใดชุมชนใช้อุปโภคบริโภคจะต้องผลิตเองให้ได้ เช่น ปลูกพืชผักไร้สารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือน การสร้างรายได้จากการอนุรักษ์สมุนไพร การผลิตลูกปะคบสมุนไพร การผลิตยาดมสมุนไพรเขย่า

คุณค่าของการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน คือ ได้บูรณาการหลายๆวิชา ประยุกต์หลักวิชาสู่การปฏิบัติจริง เชื่อมโยงวิชาด้านการเกษตร ด้านสุขภาพ ด้านการเงินและสวัสดิการ ด้านวิสาหกิจชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ เข้าด้วยกัน และ คุณค่าสำคัญอีกประการต่อชุมชน คือ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา อาจารย์ กับชาวบ้านเข้าด้วยกัน การสร้างการเรียนรู้ การสร้างทีมงานชุมชน สร้างความสามัคคี การชื่นชมให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวบ้านที่สามารถทำโครงงานต่างๆได้เอง จนมีหน่วยงานรัฐเข้ามาเยี่ยมชมกิจกรรม เช่น แปลงเกษตรไร้สารเคมี


การขับเคลื่อนชุมต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้านนาเกาะ หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งนาเลา อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

โพสต์13 ธ.ค. 2561 21:07โดยอมรพรรณ บัญฑิตย์

นักศึกษารุ่นปี 2557 ของ ศรช.คอนสาร ศรป.ชัยภูมิ ร่วมกับกรรมการหมู่บ้านและแกนนำชุมชนที่เข้าร่วมเรียนรู้ทุกครัวเรือน โดยใช้ศาลาวัดเป็นทีเรียนรู้ ห่อข้าวมากินด้วยกัน เริ่มจากเรียนรู้เรื่องแผนชีวิต 4 แผน คือแผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน และแผนสุขภาพ และมีสัญญาต่อกันในการเขียนแผนชีวิต มีเป้าหมายที่ชัดเจน เริ่มจดบันทึกข้อมูลค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เริ่มมีการออม และมีการปรับทัศนคติในการกินอยู่เพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น


ต่อมาเริ่มกระบวนการของแผนแม่บทชุมชน โดยการระดมความคิดเห็นและประสบการณ์การพัฒนาจากผู้แทนชุมชน ได้ทราบปัญหา ความต้องการ และได้วิสัยทัศน์ชุมชนบ้านนาเกาะ  เป็นชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนายอำเภอคอนสารได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานชุมชนเพื่อขับเคลื่อนชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้านนาเกาะ หลังจากนั้นนักศึกษาและคณะกรรมการหมู่บ้านร่วมกันยกร่างแผนยุทธศาสตร์ของหมู่บ้าน โดยมีโครงการเด่นที่ได้ทำจริง ได้แก่ โครงการธนาคารขยะยิ้มบ้านนาเกาะ โครงการจักสานผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ โครงการการจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน โครงการกองทุนโฮมสเตย์ โครงการกองทุนกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง โครงการการประสานงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


คุณค่าที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาชุมชน คือ การที่นักศึกษาและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันดุจเครือญาติ ผู้นำชุมชนและประชาชนที่เข้าร่วมเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด
2 ปี ได้เรียนรู้หมู่บ้านตนเองมากขึ้น เกิดความเชื่อถือไว้วางใจอาจารย์และนักศึกษาที่เข้ามาร่วมพัฒนาชุมชนอย่างจริงจังและมีหลักวิชา ที่สามารถทำให้เกิดการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนได้จริง รวมถึงการติดตามประเมินเป็นระยะ สามารถพัฒนาบ้านนาเกาะเป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง


เรียนรู้แบบ “เจอนั่น-เจอนี่” ที่ ม.ชีวิต

โพสต์24 ส.ค. 2560 09:46โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 10:06 ]


ไอศูรย์ ภาษยะวรรณ์
อาจารย์ประจำหลักสูตร / ผู้ประสานงานเครือข่าย ม.ชีวิต จ.ชุมพร


สอนที่ ม.ชีวิต (สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน) มาก็หลายปี ได้เรียนรู้ร่วมกับนักศึกษามาก็หลายรุ่น หลายวัย หลายอาชีพ ฯลฯ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนยึดถือเป็นหลักในการเป็นครูคือ เราจะดำรงตนเป็นกัลยาณมิตรที่ดี (ที่สุด) ของนักศึกษา ที่วงเล็บตรงคำว่า (ที่สุด) เพราะรู้ว่ายังอีกนาน...อีกไกล...ไม่มีวันสิ้นสุด มีเรื่องดีๆ ทั้งเก่าและใหม่โผล่หน้าเข้ามาทักทายให้ได้ไตร่ตรองสะท้อนคิด ได้นำไปปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างตนเองกับนักศึกษา และนี่คือเรื่องหนึ่งที่เราภูมิใจ เรียนรู้แบบ “เจอนั่น-เจอนี่” ที่ ม.ชีวิต

ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อท่านได้อ่านชื่อเรื่องในครั้งแรกคงจะคิดเดาเอาว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นออกไปเรียนรู้-ดูงาน ณ สถานที่ต่างๆ จึงได้ เจอนั่น-เจอนี่ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรใครๆ เขาก็ทำกัน แต่ถ้าอธิบายใหม่ว่า เจอนั่น-เจอนี่ มาจากการเลียนเสียงทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Journal-Journey ความน่าสนใจคงจะเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

Journal แปลว่า วารสาร Journey แปลว่า การเดินทาง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ ?

1. เริ่มต้นที่การเขียนและอ่านบันทึกการเรียนรู้รายวิชา
ทุกครั้งที่ผู้เขียนจัดกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะในชั้นเรียนหรือออกไปปฏิบัติงานภาคสนาม งานชิ้นหนึ่งที่นักศึกษาต้องทำส่งอาจารย์ คือ ต้องมีการเขียนบันทึกการเรียนรู้ โดยกำหนดประเด็นใช้เป็นแนวทางในการเขียน 3 ข้อ ดังนี้
  • กิจกรรมการเรียนรู้ / การปฏิบัติ (ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ฯลฯ)
  • เนื้อหา / เรื่องราว / เหตุการณ์ / ข้อมูล ที่ได้จากการเรียนรู้
  • สรุปประโยชน์ที่ได้รับและภารกิจที่ต้องสานต่อ
บันทึกการเรียนรู้ทุกชิ้นที่นักศึกษาเขียนส่งมา ผู้เขียนในฐานะอาจารย์จะสนับสนุนให้เขียนด้วยลายมือของตนเองหรือใครถนัดที่จะพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่ขัดข้อง ผู้เขียนถือเป็นภารกิจของ การดำรงตนเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ดังนั้น ก่อนอ่านจึงวางจิตให้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ยิ้มน้อยๆ เพื่อส่งผ่านไมตรีจิตถ่ายทอดลงไปในงานของนักศึกษา จากนั้นจึงตั้งใจอ่านอย่างละเอียด ตรวจแก้ตั้งแต่คำผิด ตั้งคำถามให้ได้คิด แนะนำการปรับปรุง เพิ่มเติม ตัดทอน ขยายความ ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้คือ ผู้เขียนจะทำหน้าที่เป็น เชียร์ลีดเดอร์ (Cheer Leader) ในความหมายของการเป็นผู้นำเชียร์ กระตุ้น สนับสนุน/ส่งเสริม ให้นักศึกษาพัฒนาตนเองในทุกๆ มิติของการเรียนรู้ ทั้งฐานคิด ฐานกาย และฐานใจ

ผู้เขียนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะไม่ส่งผ่านถ้อยคำอันน่าเกลียด หรือวาจาที่สร้างความเกลียดชัง อย่างที่เรียกกันว่า Hate Speech อันมีรากฐานมาจากการเริ่มต้นฟัง-อ่าน-คิด แล้วตีความ ตัดสินถูก-ผิด กล่าวหา กล่าวโทษ ตำหนิติเตียน จนเลยเถิดไปถึงขั้นดุด่าว่ากล่าว ถ้อยคำเหล่านี้เมื่อเริ่มต้นหยิบยกขึ้นมาใช้มันจะบั่นทอนกำลังใจของนักศึกษา และถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้นรากเหง้าที่แท้จริงของถ้อยคำเหล่านี้มาจากอัตตา/ตัวตนที่ติดอยู่ในกรงขังความคิดตัวกู/ของกู แสดงออกเมื่อไรก็มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง น้อยใจ หงุดหงิด โกรธ เกลียดชัง ฯลฯ แล้วอย่างนี้จะไปเป็นครูสอนใครเขาได้

บันทึกการเรียนรู้ทุกชิ้นเมื่อตรวจอ่าน แนะนำ แสดงความคิดเห็น และเขียน cheer-up สร้างกำลังใจเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนจะส่งคืนให้นักศึกษานำไปรวบรวมพร้อมสอดแทรกเอกสารประกอบต่างๆ จัดทำเป็นรูปเล่มรายงานส่งในช่วงปลายภาคเรียน นักศึกษาที่ขาดเรียน ขาดการเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เขียนอนุญาตให้ติดตามเรียนรู้จากการศึกษาบันทึกฯ ของเพื่อนๆ แล้วเขียนขึ้นมาใหม่บนฐานความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของตนเอง พร้อมทั้งให้เครดิตด้วยการขอบคุณเพื่อนที่เป็นเจ้าของบันทึกฯ ส่งมาให้ผู้เขียนตรวจอ่านตามขั้นตอนปกติ เป็นการช่วยให้ผู้ที่ขาดเรียนได้ติดตามกระบวนการเรียนรู้ ได้ศึกษา สอบถาม ทำความเข้าใจจากเพื่อน จากครู และมีรายงานส่งเหมือนคนอื่น แต่คะแนนเก็บโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนจำเป็นต้องขาดตกบกพร่องได้น้อยกว่าเพื่อนๆ ก็ว่ากันไปตามเหตุ-ปัจจัย

2. บันทึกการเรียนรู้ = Learning Journals
หลังจากอ่านและเขียนแสดงความคิดเห็นในบันทึกการเรียนรู้ของนักศึกษาอยู่นานหลายภาคเรียนโดยไม่ได้ไปใส่ใจสงสัยว่า วิธีการแบบนี้กลุ่มนักการศึกษาที่ค้นคว้าเน้นหนักทางด้านการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult Learning) ให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน อย่างไร จนกระทั่งได้รับของขวัญปีใหม่ 2559 จาก ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เป็นหนังสือเรื่อง เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง Transformative Learning ที่ท่านอ่านและตีความจากหนังสือ Transformative Learning in Practice : Insight from Community, Workplace, and Higher Education เขียนโดย Jack Mezirow, Edward W. Taylor และคณะ


อ่านไปเรื่อยๆ หลายช่วงหลายตอนก็พบว่า บันทึกการเรียนรู้ ที่เราให้ความสำคัญศัพท์ทางการศึกษาเขาเรียกว่า Learning Journals เป็นการเขียนบันทึกการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ค่อนข้างนาน) ที่ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติงานจริงในกิจกรรมใดๆ ได้สะสมทักษะความชำนาญจนกลายเป็นชุดประสบการณ์ที่ติดแน่นฝังลึกในตัวผู้เรียน

การเขียนบันทึกการเรียนรู้แบบ Learning Journals ผู้เรียนจะต้องรวบรวมโน้ตย่อสิ่งที่ได้ฟัง ได้ดู ได้อ่าน ได้พูดจาแลกเปลี่ยน และได้ลงมือทำ นำขึ้นมาทบทวนเปรียบเทียบกับข้อสังเกตของตนเอง นำผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาคิดวิเคราะห์จนกลายเป็นความรู้ความเข้าใจใหม่ แล้วเขียนสะท้อนออกมาบนพื้นฐานมุมมองของตนเองอย่างกล้าหาญ ตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะเป็นมุมมองที่สอดคล้องหรือแตกต่างจากอาจารย์และเพื่อน

การไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างจริงจังของผู้เรียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศของการเรียนรู้ที่ถูกครอบงำ จำกัดถูก-ผิด โดยผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าซึ่งเป็นไปได้ทั้งครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนๆ นักศึกษา และกรอบความคิดในสังคมไทยที่มักจะกดดันให้ผู้น้อยสยบยอมจำนนกับความคิดของผู้ใหญ่โดยไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็นที่ พูดออกมาจากใจ จึงต้องกลบเกลื่อนความคิด ความจริง อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ด้วยท่าทีนิ่งๆ เฉยๆ ดูสุภาพเรียบร้อย แต่ความจริงมีเสียงของความขัดแย้งกดดันดังก้องอยู่ในหัว เราแก้ไขอุปสรรคเรื่องนี้กันอย่างไร ?

1. เสริมสร้างทักษะการไตร่ตรองสะท้อนคิดด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนา

กิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนได้ทดลองปฏิบัติในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ ม.ชีวิต คือการนำกระบวนการ สุนทรียสนทนา (Dialogue) มาปรับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้แบบสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ยกระดับการฟัง-คิด-พูด และสร้างความรู้ความเข้าใจ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง เราใช้การ ตั้งวงคุยกัน ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย ดูวิดีทัศน์ อ่านบทความ หรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามเนื้อหาวิชาและหลักสูตรของสถาบันฯ

เราพบว่าการตั้งวงคุยกันสร้างคุณประโยชน์ให้กับสมาชิกในกลุ่มได้เป็นอย่างมาก ทั้งสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่/ผู้เยาว์ หญิง/ชาย รวย/จน ฯลฯ แต่ละคนมีประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกันไป ความภาคภูมิใจ ความอัดอั้นตันใจ ความสดใสร่าเริงเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ แต่กลับกลายเป็นความเงียบเหงาจับขั้วหัวใจเมื่ออยู่คนเดียวในบ้าน ความรู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไรกับใครเพราะที่บ้านมีแต่คำสั่งคำสอนครอบงำความคิดไปเสียทุกเรื่อง ความคับแค้นใจที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการทำงานในองค์กร จากการขายผลผลิตที่ถูกกดราคา ความเครียดจากภาวะหนี้สินและปัญหาในครอบครัว อาการเจ็บป่วยที่มีพื้นฐานอยู่บนปัญหาจิตใจและการกินการอยู่ที่ไม่สมดุลของตนเอง ฯลฯ  เรื่องราวเหล่านี้เมื่อนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงพูดคุยด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนาทำให้สมาชิกแต่ละคนพบว่า เสียงที่พูดออกไปมีเพื่อนๆ รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ตัดสินดี/ชั่ว ถูก/ผิด ไม่พูดจาสั่งสอนด้วยท่าทียกตนข่มท่าน มีเพียงการนิ่งฟัง รับรู้ และสะท้อนออกมาเป็นคำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจ เห็นใจ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่เป็นความสำเร็จ และสัมผัสได้ถึงอาการวางเฉยแบบมีอุเบกขา เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่มันเกินเลยไปจากความเป็นจริง สัมผัสอุเบกขาจากเพื่อนๆ นี้เองเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนอัตตาตัวตนของผู้พูด เปิดโอกาสให้รู้เนื้อรู้ตัวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยลดอัตตาตัวตน พูดเฉพาะในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ลงมือทำจริง และรู้สึกออกมาจริงๆ เพียงเท่านี้ก็มีคุณค่ามากพอแล้ว

เราเรียกสิ่งที่ทำลงไปด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนานี้ว่า เสียงของฉัน เราร่วมกันได้ยิน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากในการสร้างสภาวะที่ทำให้เกิดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ทำลายอุปสรรคที่ปิดกั้นและคืนกลับ เสียงของฉัน ให้กับชุมชนเล็กๆ ของเรา คืนความมั่นใจให้กับสมาชิก คืนคุณค่าและความหมายให้เขาภาคภูมิใจในตัวเอง คืนแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองด้วยการลงมือปฏิบัติจริงตามหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของสถาบันฯ ซึ่งเป็น การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง : Transformative Learning ที่เราสร้างขึ้นร่วมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการ ตั้งวงคุยกันแบบสุนทรียสนทนา จะถูกนำมาไตร่ตรองสะท้อนคิดแล้วจึงเขียนออกมาด้วยความลุ่มลึกของจิตใจและสติปัญญา ช่วยยกระดับในเชิงคุณภาพทำให้บันทึกการเรียนรู้กลายเป็น Reflective Learning Journals มีคุณค่าและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ดีนำเสนอความจริงทั้งในระดับเหตุการณ์และระดับความคิดจิตใจ เมื่อครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ได้ฟัง-คิด-อ่านงานของนักศึกษาจะสามารถเข้าถึงและส่งต่อคุณค่าของเรื่องราวเหล่านั้นด้วยการเขียนเพื่อสร้างกำลังใจ แนะนำแนวทางที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ ผ่านบันทึกการเรียนรู้ของนักศึกษาได้เป็นรายบุคคล


2. ขยายผลไปสู่การเขียนบันทึกการเรียนรู้จากการทำโครงงาน

กฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นไฟท์บังคับอย่างหนึ่งของการเรียนจบปริญญาตรีที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต) คือ นักศึกษาจะต้องทำโครงงานเฉพาะสาขา ซึ่งสถาบันฯ ได้ออกแบบหลักสูตรให้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มีการติดตามผล ประเมินผล ให้คะแนน และตัดเกรด โดยกำหนดเป็นชุดวิชาเรียนต่อเนื่อง 8 ภาคเรียนจนสิ้นสุดการเรียน Course Work เรียกชื่อต่างกันไปตามสาขาวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียน ได้แก่ เรียกว่าชุดวิชา การสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน 1-8 สำหรับสาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เรียกว่าชุดวิชา การพัฒนาคุณภาพชีวิต 1-8 สำหรับสาขาวิชาการจัดการสุขภาพชุมชน และเรียกว่าชุดวิชา โครงงานการเกษตรยั่งยืน 1-8 สำหรับสาขาวิชาการจัดการการเกษตรยั่งยืน แต่สำหรับอาจารย์และนักศึกษาชอบและเคยชินที่จะเรียกการทำโครงงานเฉพาะสาขานี้ว่า โครงงาน 3 ปี ตอกย้ำกันไปเลยว่าต้องทำจริง ต่อเนื่อง ติดตามผล/ประเมินผลอย่างเข้มข้นจริงจังตลอด 3 ปีเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่โครงงานประเภท ชั่วข้ามเทอม หรือข้ามเดือน ข้ามสัปดาห์ สุดท้ายก็เป็น โครงงานชั่วข้ามคืน ซึ่งเป็นคำที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาเตือนสตินักศึกษาว่า อย่ารอช้า เร่งทำงานอย่างจริงจัง ต่อเนื่องตาม Road Map ที่วางไว้เป็นกติกาจะได้จบการศึกษารับปริญญาพร้อมเพื่อนๆ (ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเกรดและเรื่องอื่นๆ)

การกำหนดให้นักศึกษาต้องทำ โครงงานเฉพาะสาขา หรือ โครงงาน 3 ปี ในทุกสาขาวิชาเป็นความตั้งใจของสถาบันฯ เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Project Based Learning : PBL การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน มาเป็นแนวทางหลักในการจัดการศึกษา ว่ากันตามทฤษฎี PBL เป็นการศึกษาโดยการทำโครงงานโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะใช้แรงบันดาลใจของตนเองเลือกศึกษาในหัวข้อที่ตนสนใจ โดยครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาและแนะนำกรอบในการศึกษาให้เท่านั้น การศึกษาแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวในการปฏิบัติจริง ศึกษาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและมีความกระตือรือร้น รู้สึกท้าทายในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และภูมิใจกับผลงานที่ออกมาเพราะเป็นผลงานที่ลงมือทำเอง ทำให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจในงานนั้นอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ PBL ที่ดีจะต้องบูรณาการกับชีวิต มีกระบวนการไตร่ตรองสะท้อนคิด (Reflection) หรือถอดบทเรียนอย่างเป็นระยะๆ สม่ำเสมอ และควรใช้เวลาทำโครงงานนานระยะหนึ่งเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยหลายชิ้นออกมายืนยันคุณประโยชน์ของ PBL ว่า ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ค้นคว้า-ปฏิบัติในสิ่งที่ซับซ้อน ท้าทาย หรือในบางครั้งเป็นประเด็นปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ศักยภาพในการรับรู้สิ่งใหม่ๆ ของผู้เรียนจะถูกยกระดับขึ้นเมื่อได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแก้ปัญหาที่มีความหมาย และเมื่อผู้เรียนได้รับความช่วยเหลือให้เข้าใจว่าความรู้กับทักษะเหล่านั้นสัมพันธ์กันด้วยเหตุอะไร เมื่อใด และอย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังหลุมพรางของ PBL คือ ครู-ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้จะต้องไม่ไปหลงติดที่ ชิ้นงาน/นวัตกรรม/ความสำเร็จ ที่ได้จากโครงงาน PBL มากกว่าการมุ่งไปที่การออกแบบ PBL ให้พัฒนา ทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูหลายคนพยายามบีบคั้นให้ได้ชิ้นงานที่มีรูปแบบที่ดี มีจุดเด่นที่ตรงกับสมัยนิยมจะได้นำไปอวดอ้างสร้างชื่อเสียง แต่ละเลยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะสำคัญต่อสมดุลของชีวิต หลุมพรางอย่างนี้เห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากการประกวดโครงงานทั่วๆ ไปที่ให้คะแนนรางวัล ชิ้นงานที่เลอเลิศ มากกว่า ทักษะที่ผู้เรียนได้เรียนรู้

พูดง่ายๆ ก็คือ หลงไปให้ความสำคัญกับชิ้นงานเพื่อนำไป ยกป้าย-ถ่ายรูป มากกว่าที่จะทำงานแบบ ปิดทองหลังพระ สร้างทักษะการเรียนรู้และทักษะชีวิตให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน

เมื่อนักศึกษานำเสนอเค้าโครง (Proposal) ของโครงงานเฉพาะสาขาและผ่านขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไข อนุมัติให้ทำโครงงานฯ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ของการศึกษาในปีแรก ในช่วงของการปฏิบัติงานผู้เขียนจะสนับสนุน (และขอร้องแกมบังคับ) ให้นักศึกษาเขียน รายงานผลความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานโครงงานเฉพาะสาขา ในรูปแบบ บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals

นอกจากการทำกิจกรรมในโครงงานเฉพาะสาขาแล้ว นักศึกษา ม.ชีวิตทุกคนจะต้องทำกิจกรรมต่อเนื่องจากวิชาการวางแผนและเป้าหมายชีวิต ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแผนชีวิตของตนเอง 4 แผน คือ แผนบริหารการเงิน (ทำบัญชีรับ-จ่าย การออมเงิน) แผนสุขภาพ แผนการบริหารเวลา แผนพัฒนาอาชีพและการงาน นอกจากนั้นยังมีแผนพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการทำโครงงานในวิชาการรู้จักตนเองและการเปลี่ยนแปลงตน ดังนั้น ในแต่ละภาคเรียนนักศึกษาจะต้องเขียนและส่ง บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals ภาคเรียนละ 5 ฉบับ ดังนี้

ฉบับที่ 1 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : โครงงานพัฒนาอาชีพ & การงาน

ฉบับที่ 2 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผนสุขภาพ

ฉบับที่ 3 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผนการเงิน บัญชีรายรับ/รายจ่าย เงินออม

ฉบับที่ 4 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผนการจัดการเวลา

ฉบับที่ 5 บันทึกการเรียนรู้และความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน : แผน/โครงการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง

บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals ภาคเรียนละ 5 ฉบับนี้ เมื่อทำต่อเนื่องรวม 8 ภาคเรียนตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 – 9 เพื่อให้สอดคล้องกับชุดวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน 1-8 นักศึกษาจะมีแหล่งข้อมูลดิบเป็น บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals ที่สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือตนเองมากถึง 40 ฉบับ และเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีด้วยคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาจัดระบบเรียบเรียงใหม่โดยช่วยกันสร้างกรอบแนวคิด (Conceptual Frame-Work) ที่เหมาะสมและนำมาสรุปเป็นเอกสารโครงงานเฉพาะสาขาหรือโครงงาน 3 ปีตามรูปแบบที่สถาบันฯ กำหนด ในขั้นตอนนี้ผู้เขียนน้อมนำให้นักศึกษาได้ตระหนักว่า เขากำลังสร้างงานชิ้นเอก (Master Piece) ที่เป็นตำนานชีวิตของตนเอง เรียกงานชิ้นนี้ว่า บนเส้นทางเรียนรู้ : Learning Journey ของตัวนักศึกษาเอง

จาก บันทึกการเรียนรู้ : Learning Journals สู่งานเขียน บนเส้นทางเรียนรู้ : Learning Journey ของตัวนักศึกษาเอง นี่คือที่มาของ การเรียนรู้แบบเจอนั่น-เจอนี่ที่ ม.ชีวิต ตามชื่อบทความนี้


3. การเรียนรู้แบบเจอนั่น-เจอนี่ของครูและศิษย์

ในมุมมองเดียวกัน บนเส้นทางเรียนรู้ : Learning Journey ของครู/ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ยังทอดยาวไปอีกไกล ยังต้องผ่านโค้งหักศอก เนินสูงชัน หลุมบ่อของปัญหา/อุปสรรค และความยากลำบากนานานัปการ เป็นไปไม่ได้เลยที่ครูจะออกเดินทางไปคนเดียวจนถึงเป้าหมาย มีบ้างบางโอกาสครูอาจจะต้องขอเวลาปลีกวิเวกเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเอง ฝึกทักษะสำคัญ สร้างพลังชีวิตให้กับตนเอง แต่การเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตและชุมชน ครูและศิษย์จะต้องเดินทางไกลไปร่วมกันแบบเจอนั่น-เจอนี่ ตลอดเส้นทาง

ชวนไปหนำข้าว ทำนาข้าวด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นใต้

โพสต์24 ส.ค. 2560 05:37โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 24 ส.ค. 2560 07:56 ]

บทความและภาพถ่าย : อาจารย์ปรีชา รักษ์เมือง

ศรช. บ้านนาสาร ศรป.สุราษฏร์ธานี


ผู้เขียนร่วมเรียนรู้การหนำข้าวกับนักศึกษา

ด้วยเห็นว่าต้นยางพารา ในเนื้อที่ 4 ไร่ ยังเป็นต้นเล็กผู้ใหญ่สุต้าน จันทร์พุ่ม นักศึกษาจากศูนย์เรียนรู้ของชุมชน เครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ศรช.บ้านนาสาร) จึงคิดใช้พื้นที่ว่างของตน สร้างประโยชน์ให้กับท้องถิ่น โดยผู้ใหญ่สุต้าน ร่วมกับผู้นำในท้องถิ่น ได้ฟื้นฟูการทำนาแบบท้องถิ่นของหมู่บ้านขึ้น เพื่อเผยแพร่แนวคิดและวิธีการนี้สู่เยาวชนในหมู่บ้านให้รู้จักการทำนาแบบท้องถิ่นของตน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาปักษ์ใต้ที่เรียกกันว่าการหนำข้าว


กำนันนิยม หนูศรีแก้ว กำลังอธิบายความเป็นมาของการทำนาข้าวแบบพื้นบ้าน



นอกจากจะริเริ่มฟื้นฟูวิธีการหนำข้าวนี้ให้แก่เยาวชน ผู้ใหญ่สุต้าน ยังได้ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเพื่อนนักศึกษาที่เรียนด้วยกันใน ศรช.บ้านนาสาร ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอนุรักษ์การทำนาแบบท้องถิ่น ของหมู่บ้านช่องช้าง ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฏร์ธานี ไปพร้อมกันด้วย


การหนำข้าว คือ การปลูกข้าวบนพื้นที่ราบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำนาไร่ ซึ่งหมู่บ้านช่องช้าง มีการทำนาไร่แบบหนำข้าว มาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2497 กระทั่งถึง ปี พ.ศ. 2522 การหนำข้าวเริ่มลดน้อยลง จนแทบไม่เหลือให้เห็น แม้เยาวชนในพื้นที่เองก็ไม่รู้จักวิถีชาวนาพื้นบ้านของตน


ไม้สักและกระบอกหนำข้าว


กิจกรรมการหนำข้าวนี้ ผู้ใหญ่สุต้าน ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้รู้หลาย ๆ คนในท้องถิ่น ทั้งยังได้รับความสนใจจาก นักศึกษา ศรช. บ้านนาสาร เพราะนอกจากวิธีการแล้ว ผู้ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมยังได้รับเกร็ดความรู้ปลีกย่อยที่น่าสนใจ เช่น อุปกรณ์การหนำข้าว ที่เรียกว่าไม้สัก กระบอกหนำข้าว และเมล็ดพันธุ์ข้าว ก็เป็นอุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกอย่างมีที่มา คือ

1. ไม้สัก ที่เรียก ก็ไม่ใช่ไม้ที่ได้มาจากต้นสัก แต่เป็นไม้ที่ใช้สำหรับกระทุ้งดินให้เป็นหลุมชาวใต้เรียกว่า "แทงสักโดยเรียกอุปกรณ์นี้ว่า "ไม้สัก"

2. กระบอกหนำข้าว คือ กระบอกไม้ไผ่ ที่ใช้สำหรับใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวหยอดลงหลุม

3. เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ในการปลูก


วิธีการหนำข้าว จะปลูกแบบหยอดเป็นหลุม (drilling) หลังจากเตรียมดินไว้แล้วจะใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร หรือใช้เสียมที่ต่อด้ามยาวขุดดินให้เป็นหลุมเล็ก ๆ ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร เว้นระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 25-30 เซนติเมตรแล้วหยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุม ๆ ละ ประมาณ 5-8
เมล็ด หากพื้นที่ปลูกมีความลาดชันไม่ควรกลบหลุม เพราะจะทำให้ดินกลบหลุมปลูกแน่นเกินไปเมื่อมีฝนตก


ผู้รู้ในท้องถิ่นกำลังแทงสัก

นักศึกษา ม.ชีวิต กำลังฝึกแทงสัก


แต่ในพื้นที่ปลูกที่มีความลาดชันน้อยกว่า องศา ให้ใช้กิ่งไม้ลากผ่านหลุมที่หยอดเมล็ดแล้วเป็นการกลบหลุม การปลูกโดยวิธีหยอดเป็นหลุมเป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากง่ายต่อการกำจัดวัชพืชและดูแลรักษา เป็นวิธีการที่พบเห็นได้ทั่วไป การปลูกแบบนี้จะใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 6-8 กิโลกรัมฃ


ขั้นตอนการปลูก

1.  ใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร

2.  หยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุม ๆ ละ ประมาณ 5-8 เมล็ด

3.  ดินกลบหลุมปลูก


นักศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

หยอดเมล็ดข้าวลงหลุม

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

จากการเรียนรู้วิธีการทำนาไร่ แบบการหนำข้าวของนักศึกษา ศรช.บ้านนาสาร ทำให้นักศึกษาหลายคนที่มีที่ดินว่างเปล่า และมีสวนยางพาราที่มีอายุการปลูกต้นยางประมาณ 1-2 ปี สนใจที่จะต่อยอดความคิดนี้ นำกลับไปริเริ่มปลูกข้าวนาไร่ แบบการหนำข้าวในที่ดินของตนเองบ้าง จึงนับเป็นจุดเริ่มของการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเอง ที่แม้ว่านักศึกษาเองจะยังไม่ได้ปลูกข้าวในที่ดินของตนเองจริง ๆ แต่เพียงแค่มีแนวคิดที่จะนำกลับไปทำต่อก็นับว่า ได้เริ่มต้นเรียนรู้ในการทำนาไร่ แบบหนำข้าวนี้ อย่างบรรลุวัตถุประสงค์ ที่ผมซึ่งผู้เป็นอาจารย์ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ประจำสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตั้งใจไว้


การนำนักศึกษาลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ย่อมดีกว่าการบังคับให้นักศึกษาไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำนาไร่ ที่ไม่ว่าจะให้อ่าน 1 เล่ม หรือ 10 เล่ม ก็ไม่เท่ากับการได้ไปเรียนรู้และลงมือปฎิบัติจริงในชุมชนเพียงครั้งเดียว ที่น่าภูมิใจก็คือ เสียงสะท้อนจากชุมชนที่บอกไว้ว่า นี่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เคยเห็นจากมหาวิทยาลัยที่ไหนเลย เพราะเคยเห็นแต่เขาเรียนกันในห้องสี่เหลี่ยม ไม่ได้มาเรียนรู้กับชาวนาจริงๆ สถาบันนี้จัดการศึกษาที่แปลกจากที่อื่น สอนคนให้รู้จัก พึ่งตนเองจากการปฏิบัติจริง


แม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวของแพง แต่การทำนาไร่ในแบบการหนำข้าว จะยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อให้พื้นที่แห่งการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผู้ใหญ่สุต้าน จันทร์พุ่มนักศึกษาตัวอย่างของ ศรช.บ้านนาสาร เต็มใจให้ใช้พื้นที่ของตนเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการทำนาไร่ แบบการหนำข้าวเดินหน้าต่อไป


1-5 of 5