บทความวิชาการ

บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนสู่โมเดลประเทศไทย 4.0

โพสต์24 ส.ค. 2560 11:11โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 29 ส.ค. 2560 04:05 โดย สุภาพรรณ คงเจริญ ]

The role of local communities to propel Thailand to model 4.0

ดร.วงศ์สถิตย์  วิสุภี
อาจารย์ประจำ บัณฑิตศึกษา สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

บทนำ

สังคมไทยในปัจจุบันปรับเปลี่ยนตัวเองจากสังคมอยู่แบบพอเพียง มาเป็นสังคมที่มุ่งมั่นอยากอยู่แบบมั่งคั่งและร่ำรวย มีการสะสมส่วนเกินในการผลิตเพื่อขาย มุ่งแสวงหากำไรมากที่สุด และส่งเสริมการบริโภคในนามของ “การพัฒนา” รวมถึงการทำให้ทันสมัย (Modernization) ซึ่งในความเป็นจริง คุณภาพชีวิตของคนไทยมิได้เพิ่มขึ้นจริงตามดัชนีการบริโภคและกำไร ตามวัตถุสิ่งของเครื่องอำนวยความสะดวกที่ล้นเหลือแต่อย่างใด ปัจจุบันจึงถือเป็นยุคสมัยที่ผู้คนมีหนี้สินมากมาย ครอบครัวแตกแยกล้มเหลว เด็กขาดความอบอุ่น ชุมชนล่มสลาย พ่อแม่ขายทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาบริโภคตามกระแสทุนนิยมอันบ้าคลั่ง จึงเป็นผลพวงของการพัฒนา “เอาเงินนำหน้า  เอาปัญญาตามหลัง” การพัฒนาประเทศในรอบกว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมาที่มุ่งเอาเศรษฐกิจนำหน้า เอาตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด (GDP) ได้สร้างช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคำเปรียบเปรยว่า “สังคมไทยเป็นสังคมรวยกระจุก จนกระจาย” ดัชนีความสุข (GDH) จึงเป็นประเด็นที่คนทั่วไปเริ่มกล่าวถึงและเรียกร้องให้กลับมาใช้เป็นหลักหรือเป้าหมายของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น        

รัฐบาลทุกยุคสมัยต่างก็พัฒนามาหลายโมเดล นับตั้งแต่โมเดล “ประเทศไทย ๑.๐” ที่เน้นภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย ๒.๐” ที่เน้นภาคอุตสาหกรรมเบาและ“ประเทศไทย ๓.๐” ภาคอุตสาหกรรมหนัก จนถึงปัจจุบันที่พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงนโยบายเพื่อนำพาพี่น้องประชาชนก้าวเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ในอีก  ๓ - ๕  ปีข้างหน้านี้

บทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย ๔.๐ เป็นการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้นั้น ชุมชนท้องถิ่นเองจะต้องมีแนวคิดโดยเฉพาะความเชื่อพื้นฐานในปรัชญาการพัฒนาชุมชนว่า มนุษย์มีความสามารถ และมีพลังอันซ่อนเร้น (Potential Ability) แฝงอยู่ทั้งพลังความคิด ทักษะ แรงงานที่มีความสามารถพัฒนาตนเองได้ตามขีดความสามารถทางคุณภาพและคุณธรรม หากโอกาสอำนวยและผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งการอยู่กันในชุมชน สังคมมนุษย์ต้องการอยู่ด้วยความสุขกาย สบายใจและมีความเป็นธรรมโดยชุมชนมีความสมดุลในการพัฒนา ดังนั้นการที่ชุมชนท้องถิ่นจะสามารถจัดการตนเองได้นั้น ชุมชนต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคน และชุมชนว่าสามารถจัดการตนเองได้ ด้วยการยึดหลักการพึ่งตนเองเป็นที่ตั้ง

ถอดรหัสโมเดลประเทศไทย ๔.๐ 

พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวมอบนโยบายและปาฐกถาพิเศษในโอกาสงานต่างๆ เกี่ยวกับการนำพาประเทศไทยก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” หรือ “ไทยแลนด์ ๔.๐”  ประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมามีการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มาหลายโมเดล นับตั้งแต่โมเดล ๑.๐ ถึง ๔.๐ หลายๆ ท่านที่ติดตามคงจะทราบดีว่า คืออะไร? แต่ผู้เขียนคิดว่ามีอีกหลายคน ที่ยังไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน ดังนั้น ขอถอดรหัสโมเดลประเทศไทย ๑.๐ ถึง ๔.๐  ดังนี้ ประเทศไทย ๑.๐ เป็นการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นภาคการเกษตรเป็นหลัก โดยผลิตและขายพืชไร่ พืชสวนและสัตว์ต่างๆ เป็นต้น ต่อจากนั้นไปสู่ประเทศไทย ๒.๐ ที่เน้นภาคอุตสาหกรรมแต่เป็นอุตสาหกรรมเบา เช่น การผลิตและขายรองเท้า เครื่องหนัง เครื่องดื่ม เครื่องประดับ เครื่องเขียน กระเป๋า  เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น และนำก้าวไปสู่โมเดลปัจจุบัน ประเทศไทย ๓.๐ ที่เน้นภาคอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น การผลิตและขาย ส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ กลั่นน้ำมัน แยกก๊าชธรรมชาติ ปูนซีเมนต์  เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันโมเดล ๓.๐ ยังพัฒนาไปได้อย่างไม่เต็มที่และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ยังคงเผชิญ    กับดักสำคัญที่ไม่อาจนำพาประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่านี้ ประเด็นนี้เองที่ทางรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จำเป็นต้องสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมา เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และนำพาประชาชนคนไทยก้าวสู่โมเดลใหม่ ที่เรียกว่า “โมเดลประเทศไทย ๔.๐” นั้นเอง

ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สรุปคำอธิบายเกี่ยวกับโมเดลประทศไทย ๔.๐ ของดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะมาบอกพวกเราว่า ประเทศไทย ๔.๐ คืออะไร? แล้วจะมีโอกาสใดในเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นมาบ้าง ดร.สุวิทย์  อธิบายว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศภายใต้การนำของรัฐบาล เน้นในเรื่องการพัฒนาสู่  “ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ขับเคลื่อนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยผ่านกลไก “ประชารัฐ” ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศภายใต้ปัญหาที่สะสมไว้มานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น  ความขัดแย้งทางการเมือง ราคาพืชผลเศรษฐกิจตกต่ำ และวิกฤตภัยแล้ง เป็นต้น ดังนั้นภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ หลายประเทศได้กำหนดโมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ ๒๑ อาทิ สหรัฐอเมริกา พูดถึง A Nation of Makers อังกฤษกำลังผลักดัน Design of Innovation ขณะที่ประเทศจีนได้ประกาศ Made in China ๒๐๒๕ ส่วนอินเดียก็กำลังขับเคลื่อน Made in India และเกาหลีใต้ก็วางโมเดลเศรษฐกิจเป็น Creative Economy เป็นต้น สำหรับประเทศไทยเอง ณ ขณะนี้ยังติดอยู่  “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” เรายังต้องเผชิญกับ “กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง” และ “กับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา” กับดักเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายรัฐบาลปัจจุบันในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อก้าวข้าม “ประเทศไทย ๓.๐” ไปสู่ “ประเทศไทย  ๔.๐” นั่นเอง

 

ไทยแลนด์  ๔.  มีลักษณะอย่างไร?

Dr.borworn. ได้กล่าวถึงประเทศไทย ๔.๐ ว่าเป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ Value - Based Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยมีฐานคิดหลัก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมและเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทย ๔.๐ จึงควรมีการเปลี่ยนวิธีการทำที่มีลักษณะสำคัญ คือ เปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบผู้ประกอบการ เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่และรัฐคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startup บริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างต่ำไปสู่ High Value Services  และเปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและทักษะสูง

นอกจากนี้ พลโทสรรเสริญ  แก้วกำเนิด  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความประสงค์ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า เมื่อมีนโยบายประเทศไทย ๔.๐ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ละเลยภาคการเกษตรหรือภาคอุตสาหกรรม โดยทั้งหมดต้องสนับสนุนเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน ท่านนายกฯ เน้นว่า พี่น้องเกษตรกรจะต้องเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการจัดการและเทคโนโลยี เช่น เปลี่ยนข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น ทั้งนี้รัฐบาลได้เริ่มต้นขับเคลื่อนงานเพื่อก้าวสู่ประเทศไทย ๔.๐ อย่างเป็นรูปธรรมแล้วหลายด้าน เช่น โครงการ Smart Farmer การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร การส่งเสริม ๑๐ อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต การส่งเสริม Startup และ SMEs  โดยการให้ทุนและยกเว้นภาษี การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ฯลฯ โดยตั้งเป้าหมายเข้าสู่ยุคโมเดลประเทศไทย ๔.๐ ให้ได้ภายใน ๓ - ๕ ปีนี้         

ไทยแลนด์ ๔.๐  จะพัฒนาอย่างไร?

การพัฒนาประเทศไทยภายใต้โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” จะสำเร็จโดยใช้แนวทาง “สานพลังประชารัฐ” เป็นตัวการขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม คือ ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมกันปฏิบัติและร่วมกันรับผลประโยชน์ เป็นการทำงานแบบบูรณาการทุกภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน ธนาคาร ภาคประชาชน ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ร่วมกันระดมความคิด ผนึกกำลังขับเคลื่อนผ่านโครงการ บันทึกความร่วมมือ กิจกรรม หรืองานวิจัยต่างๆ โดยการดำเนินงานของประชารัฐ กลุ่มต่างๆ อันได้แก่

กลุ่มที่ ๑ การยกระดับนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์การปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

กลุ่มที่ ๒ การพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ

กลุ่มที่ ๓ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การสร้างรายได้ และการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ

กลุ่มที่ ๔ การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (โรงเรียนประชารัฐ)  รวมทั้งการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ  และ

กลุ่มที่ ๕ การส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมกลุ่ม SMEs และผู้ประกอบการใหม่ (Start UP) ซึ่งแต่ละกลุ่มกำลังวางระบบและกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเข้มข้น

บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย ๔.๐

ผู้เขียนมีความเข้าใจว่า บทบาทชุมชนท้องถิ่น หมายถึง การปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่อันเนื่องมาจากสถานภาพของบุคคล เนื่องจากบุคคลมีหลายสถานภาพในคนเดียวกัน เช่น อาจจะเป็นนายกอบจ. อบต.กำนันผู้ใหญ่บ้าน และยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานชมรมต่างๆ เป็นต้น ฉะนั้นบทบาทของบุคคลจึงต้องปฏิบัติไปตามสถานภาพในสถานการณ์ที่ตนเองรับผิดชอบ บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย ๔.๐  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. และเทศบาล มีหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดที่สุดของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น อปท.ต้องรับและสนองนโยบายโมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” อย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรที่จะนำพาพี่น้องฐานรากหญ้าที่ยากจน ลืมตาอ้าปากได้ ทั้งอปท.และชุมชนเองต้องประสานความร่วมมือกัน โดยทำงานแบบบูรณาการทุกภาคีเครือข่าย

ผู้เขียนได้อ่านและวิเคราะห์บทความทางวิชาการของ ศ.ดร.โกวิทย์  พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการสังเคราะห์ถอดบทเรียนการจัดการชุมชนของตนเองมาจากข้อมูลการไปศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามโครงการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น จากการศึกษาพบว่า “หลักการสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่นญี่ปุ่นที่มีหลักการสอดคล้องกับหลักการพัฒนาชุมชนในหลายประการ” เช่น
ประการแรก ต้องให้หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยปกครองตนเองในการบริหารชุมชนท้องถิ่น

ประการที่ ๒ ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่น        

ประการที่ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องรักษาความเป็นชุมชนที่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีศึกษา ตัวแบบเทศบาลนครซุซะคะ (SUZAKA) กำหนดเป้าหมายเมือง ที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้ วิสัยทัศน์และวิธีคิดในการบริหารจัดการของผู้บริหารเทศบาลนครซูซะคะ ได้มีการกำหนดเป้าหมายและมีการปฏิบัติงานให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างน่าสนใจ ดังเช่น     

๑. การสร้างเมือง (เทศบาลนครซูซะคะ) โดยให้ความสำคัญแก่สุขภาพและสวัสดิการชุมชน

๒. การสร้างเมืองที่สามารถศึกษาได้ตลอดชีวิต โดยเน้นวัฒนธรรมพื้นเมือง การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและภูมิปัญญาท้องถิ่น        

๓. การสร้างเมืองที่มีสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตให้ปลอดภัย และประชาชนสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างสงบสุข เช่น สร้างที่อยู่อาศัยมีความสบายและมีคุณภาพ การใช้ที่ดินและน้ำไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และการสร้างเมืองปลอดภัย เป็นต้น

๔. การสร้างเมืองให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และอุตสาหกรรม มีพัฒนาการค้าและการท่องเที่ยว เป็นต้น        

๕. การสร้างเมืองให้มีความสำคัญแก่สิทธิมนุษยชน เช่น สังคมอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนกันหลายรูปแบบ

๖. การสร้างเมืองที่ฝ่ายเทศบาลนครซุซะคะ และภาคประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำงาน และอย่างมีความก้าวหน้า เช่น จัดทำแผนพัฒนา บริหารจัดการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

การสร้างภูมิคุ้มกันในองค์กรท้องถิ่น                                                                                                

ศ.ดร.โกวิทย์  พวงงาม๙ คณะบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้เสนอแนวทางการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยุคใหม่ โดยท่านมีความเห็นว่า จำเป็นจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหมายถึง การที่ อปท. จะต้องสร้างระบบความสัมพันธ์กับกลุ่ม องค์กรชุมชนหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งมีหลักการดำเนินงาน ดังนี้

ประการแรก ให้อปท. ควรหาวิธีการส่งเสริมให้ครอบครัวให้มีความมั่นคง และมีความอบอุ่น มีสัมพันธภาพที่ดี รักษาวัฒนธรรมไทยอันดีงามและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เช่น คุณค่าและวิธีการออมของครัวเรือน ความรู้ด้านโภชนาการ ราคาผลผลิตทางการเกษตร ช่องทางการตลาด และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ฯลฯ รวมถึงส่งเสริมค่านิยมที่ดีและถูกต้อง

ประการที่ ๒ ให้อปท. หาวิธีการส่งเสริมบรรยากาศในชุมชนให้เอื้อต่อการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน “ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติม เช่น  ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่  ๑  ไร่  ๒ แสน หายจนและศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ” เป็นต้น

ประการที่ ๓ ให้อปท. หาวิธีการส่งเสริมความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ทั้งการสร้างหลักประกันชีวิต สวัสดิการชุมชน ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านสุขภาพและที่อยู่อาศัย  ความคุ้มครองผู้บริโภค และความมั่นคงในสิทธิมนุษยชน “ผู้เขียนแนะนำเพิ่มเติม ควรให้ชุมชนมีแผน ๔ แผนในการดำเนินชีวิต ได้แก่ แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน และแผนสุขภาพ”

ประการที่ ๔  ให้อปท. มีการเตรียมความพร้อมและยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ชุมชน เช่น การดูแลเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสมสภาพแวดล้อมของชุมชนน่าอยู่และปลอดภัย  โดยมีระบบการให้ความช่วยเหลืออย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ประการที่ ๕ ให้ อปท. หาวิธีการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนและ อปท. ในการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เช่น ประเด็น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ฯลฯ

ประการที่ ๖ ให้ อปท. หาวิธีการทำงานร่วมกันระหว่าง อปท. ชุมชน สถาบันทางศาสนา และสถานศึกษา ในการสืบสานวัฒนธรรมจารีตประเพณีที่ดีงามของชุมชนและฟื้นฟูค่านิยมการทำงานร่วมกัน  เช่น  ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว  บวชป่าสืบชะตาแม่น้ำ เป็นต้น

ประการที่ ๗ ให้ อปท. รณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้คนในชุมชนเป็นพลเมืองดี รู้สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์ และสำนึกรักบ้านเกิด เป็นต้น          

ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการทางรอดสังคมไทย                                                              

ศ.ดร.โกวิทย์  พวงงาม๑๐  คณะบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้เสนอแนวชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการซึ่งเป็นทางรอดของสังคมไทย ท่านมีความเห็นว่า ชุมชนและท้องถิ่น ควรหามาตรการในเชิงนโยบายของตนเอง นั่นก็คือ “ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการ” ขณะที่รัฐบาลมี “รัฐสวัสดิการ” ที่ต้องอาศัยงบประมาณเป็นแสนๆ ล้าน ข้อเสนอเพื่อให้ อปท. จัดทำ “ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการ” ซึ่งจะมีลักษณะ  ๒  ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแรก ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน (need) ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตทั้งในแง่การส่งเสริมให้มีรายได้ที่เป็นตัวเงินหรือทุนและวัตถุสิ่งของ เช่น ส่งเสริมอาชีพที่มั่นคงตอบสนองด้านอาหาร การรักษาโรค สุขภาพร่างกาย “ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมว่า  สอดคล้องกับทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ การตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งความต้องการทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ เป็นความต้องการของประชาชนในชุมชนตามความเป็นจริง โดยใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีภายในประเทศเป็นหลัก” ลักษณะที่สอง เป็นสวัสดิการที่ไม่ได้เป็นการให้บริการ ซึ่งไม่สามารถจับต้องและมองเห็นได้ เช่น การจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ต้องใส่ใจทั้งกายและจิต คุณค่าการบำรุงทางจิตใจสำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชุมชนมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สายใยแห่งความผูกพัน ให้รักกันเหมือนพี่ ดีกันเหมือนน้อง ปรองดองกันเหมือนญาติ” โดยสรุป “ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการ” มีหลักการพื้นฐานว่า เพื่อต้องการทำให้คนในชุมชน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน  โดยมีหลักแห่งคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสาธารณะและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

แผนแม่บทชุมชนทางรอดของชุมชนท้องถิ่น          

แผนแม่บทชุมชน  คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน”  ที่แท้จริงและพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง  ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นี้เรียกว่า ประชาพิจัยและพัฒนา (People Research and Development-PR&D) หัวใจของประชาพิจัยและพัฒนา คือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพาและรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก  การทำประชาพิจัยและพัฒนา มีหลักสำคัญ ๗ อย่าง ดังที่รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ๑๑  อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ได้กล่าวไว้ คือ

๑. รู้จักตัวเอง  รู้จักโลก                                                ๕. เรียนรู้จากตัวอย่างและความสำเร็จของชุมชนอื่นๆ

๒. รู้จักรากเหง้าและเอกลักษณ์                                        ๖. วิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาทางเลือกใหม่

๓. รู้จักศักยภาพและทุนของชุมชน                                    ๗. ร่างแผนแม่บทและทำประชาพิจารณ์

๔. ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย หนี้สินและปัญหาต่างๆ

ขั้นตอนในการทำแผนแม่บทชุมชน

เสรี  พงศ์พิศ๑๒ ได้อธิบายขั้นตอนในการแผนแม่บทชุมชน ดังนี้

๑. การเตรียมการ เตรียมนักวิจัยชุมชน เตรียมชุมชน รวมทั้งเตรียมวิทยากรภายนอก       

๒. เวทีที่ ๑ เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ ให้ไปทำข้อมูลรายรับ - รายจ่ายปัญหานี้สินมาวิเคราะห์ ในเวที ที่ ๒

๓. เวทีที่ ๒ นำข้อมูลรายรับ - รายจ่าย หนี้สินมาประเมิน ประมวล กำหนด “การบ้าน” การทำข้อมูลทรัพยากร ความรู้ ภูมิปัญญา เพื่อนำมาวิเคราะห์ในเวทีที่ ๓

๔. เวทีที่ ๓ นำข้อมูลรายได้ รายจ่าย หนี้สินมาวิเคราะห์ เตรียมไปศึกษาดูงาน

๕. เวทีที่ ๔ นำข้อมูลการศึกษาดูงานมาวิเคราะห์ รวมทั้งข้อมูลทรัพยากรและกลับไปเตรียมทำการระดม “วิสัยทัศน์” ของแต่ละชุมชน เพื่อหาทางเลือก และความต้องการที่แท้จริงของชุมชน  เพื่อนำมาปรับ ให้เป็นแผนแม่บทชุมชนระดับตำบล

๖. เวทีที่ ๕ นำแผนแม่บทจากหมู่บ้านเข้าสู่ระดับตำบล ร่วมกันวิเคราะห์สิ่งที่ได้จากชุมชนและ มองภาพรวมเพื่อเตรียมการเขียนแผนแม่บทและนำเสนอเพื่อประชาพิจารณ์

๗. เวทีที่ ๖ การทำประชาพิจารณ์แผนในระดับตำบล เชิญชวนผู้นำและชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านเข้าร่วมให้มากที่สุด 

จากแผนแม่บทชุมชนสู่วิสาหกิจชุมชน

วิสาหกิจชุมชน คือ การประกอบการขนาดเล็กๆ เพื่อการจัดการ “ทุน” ของชุมชน ในชุมชน  โดยชุมชนและเพื่อชุมชน ทั้งนี้โดยใช้ความรู้ภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนผสมผสานกับความรู้สากล วิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมกลุ่มกันทำงาน โดยคนในชุมชนจำนวนระหว่าง ๕ – ๑๕ คนเรียกว่า ขนาดจิ๋วและ ๑๕ คนขึ้นไปเรียกว่าขนาดเล็ก ซึ่งองค์ประกอบหลักๆของวิสาหกิจชุมชนมีอยู่ ๗ ประการ ดังที่เสรี  พงศ์พิศ๑๓  คือ

๑. ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ                                ๕. ดำเนินการแบบบูรณาการ เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบ

๒. ผลผลิตมาจากกระบวนการในชุมชน                               ๖. การเรียนรู้ เป็นหัวใจของการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน

๓. ริเริ่มสร้างสรรค์โดยชุมชนทำให้เกิดนวัตกรรม                     ๗. การพึ่งตนเอง เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของวิสาหกิจชุมชน

๔. ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับภูมิปัญญาสากล

นอกจากนี้เสรี พงศ์พิศ๑๔  ยังได้อธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจที่ถูกต้องของวิสาหกิจชุมชน ดังนี้

๑. ร่วมมือมากกว่าแข่งขัน                                                    ๒. อยู่อย่างพอเพียง  ไม่ใช่รวย                ๓. เป้าหมายความสุข ไม่ใช่เงิน

๔. ทำเป็นขั้นตอน เริ่มจากบ้าน หมู่บ้าน ท้องถิ่นไปหาตลาดใหญ่        ๕. เรียนรู้มากกว่าแข่งขัน                        ๖. การพัฒนายั่งยืนมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทฤษฎีสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศ / ชุมชนท้องถิ่น

ทฤษฎีสังคมศาสตร์ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานตามกระบวนการพัฒนาชุมชนได้ทุกขั้นตอน คือ การศึกษาชุมชน การวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของชุมชน การวางแผนและโครงการ การดำเนินงานพัฒนา การประเมินผลและการทบทวนเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทำให้การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการ๑๕

ทฤษฎีการพัฒนาแบบผสมผสานเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

นักสังคมศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ได้เสนอให้ศึกษาวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ คือ นำทฤษฎีในสาขาวิชาการต่างๆ มาผสมผสานกันในลักษณะการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้แนวทางในการพัฒนาที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนขอนำทฤษฎี ๓  ทฤษฎี ดังนี้

๑. ทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน

ทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Needs Theory) เป็นทฤษฎีที่เสนอโดย องค์การกรรมกรระหว่างประเทศ (International Labour Organization) เมื่อปี ค.ศ. 1976 รายละเอียด ดังนี้

๑.๑ จุดมุ่งหมายของการพัฒนา คือ การตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งความต้องการทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ เป็นความต้องการของประชาชนในชุมชนตามความเป็นจริง โดยใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีภายในประเทศเป็นหลัก          

๑.๒ กระบวนการวางแผนพัฒนา ควรดำเนินการ ดังนี้ คัดเลือกโครงการผลิตสินค้าและบริการที่สนองความต้องการจำเป็นขั้นพื้นฐานเป็นลำดับแรก โครงการดังกล่าวต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยใช้กลวิธีคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายชัดเจน และการกระจายอำนาจในการวางแผนสู่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ในอนาคต เพื่อให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ในอนาคต

๑.๓ ข้อควรพิจารณาในการวางแผน ดังนี้ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อให้กระจายไปถึงคนยากจน รัฐควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ต้องเพิ่มความสำคัญในการพัฒนาชนบทและสาขาการผลิตภาคเกษตรกรรมให้มากขึ้น และต้องตอบสนองความต้องการของชาวชนบทด้วยการกระจายระบบสินเชื่อ การเกษตร ปุ๋ย น้ำและพลังงานอื่นๆ พยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสม คือ ราคาถูก ประหยัด มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่ายเหมาะสมกับเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม สภาพภูมิอากาศและสร้างวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น และมีการพัฒนาอย่างรอบด้านหรือเป็นการพัฒนาแบบผสมผสาน

๑.๔  การนำทฤษฎีไปใช้ในการพัฒนาชุมชน ได้ดังนี้ ทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐานมีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน โดยให้คนได้รับสิ่งที่จำเป็นขั้นพื้นฐานทั้งทางวัตถุและจิตใจ เน้นให้ความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม เพราะมีประชาชนมากและยากจน และทฤษฎี ยังเชื่อว่า การวางแผนที่ดีเป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศประสบความสำเร็จและต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนด้วย

ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว           

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสให้มูลนิธิชัยพัฒนา ทดลองการเกษตรทฤษฎีใหม่ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑ ในที่ดินซึ่งติดกับวัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง  อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี  มีเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่ ที่ดินมีสภาพแห้งแล้ง ขาดธาตุอาหาร โดยใช้หลักการประสานงานระหว่าง  “ชาวบ้าน”  “วัด” และ “ราชการ”  เรียกย่อๆ ว่า “บวร” ทรงให้วัดเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือ เพื่อให้รู้จักสามัคคีช่วยเหลือกันในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนั่นเอง เกษตรทฤษฎีใหม่มี ๓ ขั้นตอน ดังที่สนธยา คุณศรี๑๖  ได้อธิบายไว้ ดังนี้

ขั้นที่ ๑ มุ่งเน้นให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีที่ทำกินไม่เกิน ๑๕ ไร่ มีการผลิตที่พอเพียงเลี้ยงตนเองได้ โดยที่ดินจำนวน ๑๕ ไร่ ควรมีการใช้ที่ดิน ดังนี้ การเกษตร ๑๐ ไร่ คือ นา ๕ ไร่ พืชไร่ ไม้ผล และอื่นๆ ๕ ไร่ สระน้ำ ๓ ไร่ ลึก ๔ เมตร ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่    

ขั้นที่ ๒ ให้เกษตรกรรวมพลังในรูปแบบของกลุ่มและสหกรณ์ คือ การผลิต เช่น พันธ์พืช การเตรียมดิน ชลประทาน เป็นต้น การตลาด เช่น ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว เป็นต้น การเป็นอยู่ เช่น  กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น สวัสดิการ เช่น สาธารณสุข แหล่งเงินทุน เป็นต้น การศึกษา  เช่น โรงเรียน ทุนการศึกษา เป็นต้น และสังคมและศาสนา       

ขั้นที่ ๓ เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากขั้นที่สอง เมื่อกิจการเจริญเติบโตขึ้น กลุ่มเกษตรกรก็ควรดำเนินธุรกิจขนาดย่อมได้ โดยขอความร่วมมือสนับสนุน เช่น จัดตั้งและบริหารโรงสีชุมชน จัดตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ การลงทุน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

แนวคิดในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่เด่นชัดและเป็นรูปธรรมของประเทศไทย คือ แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยนับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ เป็นต้นมา แต่รัฐบาลไทยในอดีตยังไม่เข้าใจและเห็นความสำคัญดังกล่าว ก็ต่อเมื่อประเทศไทยได้รับบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศก็ว่าได้ ในยุคภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (Economic Bubble หรือ Bubble Economy) หรือต้มยำกุ้ง ในปี ๒๕๔๐ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยดังกล่าว นักวิชาการที่มีชื่อเสียง เช่น ศ.นพ.ประเวศ  วะสี ศ.เสน่ห์  จามริก ศ.ฉัตรทิพย์  นาถสุภา และศ.อภิชัย  พันธเสน เป็นต้น ได้เชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางเศรษฐศาสตร์และสาขาต่างๆ มาร่วมกันประมวลเพื่อบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๔๙) เป็นต้นมาจนถึงแผนฯ ปัจจุบัน เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ต้องพึ่งใคร  เป็นการพอเพียงทางปัญญา พอเพียงทางจิตใจ พอเพียงทางสิ่งแวดล้อม พอเพียงทางสังคม ทางสุขภาพพร้อมกันหมด ดังนั้นเศรษฐกิจพอเพียงคือ “ชีวิตที่พอเพียง”  คือ การกินเป็น อยู่เป็น ใช้เป็น คือ กินพอดี อยู่พอดี ใช้พอดี และมีความสุข

          “เศรษฐกิจแบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้...”

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่  ๙  ๔  ธันวาคม  ๒๕๔๐   

เสรี  พงศ์พิศ๑๗ อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เป็นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วม ๓๐ ปี ผู้เขียนได้สรุปวิเคราะห์งานเขียนของท่านในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ชุมชนท้องถิ่นนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและจัดการชุมชนของตนเอง ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียง มี ๓ องค์ประกอบสำคัญ คือ ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี รายละเอียดดังนี้

ประการแรก ชุมชนพอประมาณ

๑. พอดี พองาม คือ กินพอดี อยู่พอดี มีคุณธรรม มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชน ระหว่างคนกับธรรมชาติ เป็นต้น

๒. ความเรียบง่าย คือ ความจำเป็นหรือความต้องการ คุณค่าหรือมูลค่าและความร่วมมือหรือการแข่งขัน เช่น การจัดงานต่างๆ สูญเสียงบประมาณเกินตัวหรือไม่ ถูกครอบงำจากการบริโภคนิยมหรือไม่ ร่วมกันทำงานกลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนหรือไม่ เป็นต้น  

๓. คุณธรรม คือ ความสมดุล จิตอาสาเพื่อส่วนรวม และปัญญา ความกล้าหาญ ความเพียรทน เช่น มีอบายมุขในชุมชนมากไปหรือไม่ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชุมชนได้หรือไม่ งบประมาณก่อสร้างถนนหนทางมากไปหรือไม่ แทนที่จะเน้นทางด้านการศึกษา สุขภาพและสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

ประการที่  ๒  ชุมชนมีเหตุผล

๑. ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง คือ รู้ว่าอยู่ในยุคสังคมความรู้ รู้ปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เช่น เชื่อหรือไม่ว่า วันนี้ความรู้สำคัญและจำเป็นที่สุด เพื่ออยู่รอดและมีชีวิตที่ดี ทราบไหมว่าวันนี้โลกผ่านเลยยุคเกษตรและยุคอุตสาหกรรมมาแล้ว ยุคเกษตรข้าวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ ในยุคอุตสาหกรรม ถ้าไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ วันนี้เราผ่านเลยสองยุคนั้นมาแล้ว เป็นยุคที่คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง เขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบและถูกครอบงำได้ง่าย  เป็นต้น

๒. เรียนรู้จักตัวเอง คือ เรียนรู้จักรากเหง้า และเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น เชื่อหรือไม่ว่าคนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย มีข้อมูลและการเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นในรายละเอียดมากน้อยเพียงใดในชุมชน เป็นต้น   

๓. เรียนรู้จักปัญหาและทรัพยากร คือ เรียนรู้หนี้สิน รู้ค่าใช้จ่ายของชุมชน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทรัพยากรของชุมชน เช่น รู้จักปัญหาของชุมชนอย่างถ่องแท้ มีข้อมูลและแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินของชุมชน และมีข้อมูลเกี่ยวกับทุนของชุมชน ได้แก่ ทุนทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า พืช สัตว์  จุลินทรีย์แร่ธาตุ ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น

๔. แผนแม่บทชุมชน คือ แผนชีวิต แผนยุทธศาสตร์ แผนแยกย่อยแต่บูรณาการ แผนการพึ่งพาตนเองและการสร้างเครือข่าย เช่น มีแผนแม่บทชุมชน ซึ่งเป็นแผนชีวิต แผนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนหรือไม่ มีแผนการทำกิน ทำใช้ เพื่อทดแทนการซื้อขายจากตลาดหรือไม่อะไรบ้าง เป็นต้น

ประการที่ ๓ ชุมชนมีภูมิคุ้มกันที่ดี

๑. ระบบการบริหารจัดการที่ดี คือ การจัดการชุมชน การจัดการองค์กร และการจัดการทรัพยากร  เช่น ชุมชนมีคณะผู้นำที่ดี มีคุณธรรม บริหารจัดการอย่างโปร่งใส่ ตรวจสอบได้หรือไม่ กลุ่มต่างๆ ในชุมชน มีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด ทั้งกลุ่มแม่บ้านทำวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตร กลุ่มเยาวชน ฯลฯ

๒. ระบบการผลิต การแปรูป การตลาด คือ วิสาหกิจชุมชน เครือข่าย เช่น มีการนำแผนแม่บทชุมชนมาปฏิบัติ ทำให้เกิดระบบการผลิต การแปรรูป การตลาด หรือไม่อย่างไร มีการทำแชมพู สบู่ ครีม น้ำยาล้านจาน เพื่อใช้ในชุมชนบ้างหรือไม่ มีการดำเนินงานแบบเครือข่ายกับชุมชนอื่นหรือองค์กรอื่นนอกชุมชนหรือไม่ เป็นต้น 

๓. ระบบทุน คือ การออม กองทุนและสวัสดิการ และโครงการรวมพลัง เช่น มีระบบการออมอย่างไร มีกลุ่มออมทรัพย์หรือธนาคารหมู่บ้านหรือไม่ มีสถาบันการเงินในชุมชนหรือไม่ มีการออมอย่างอื่นอีกหรือไม่ เช่น ธนาคารข้าว ธนาคารน้ำ ธนาคารควาย ธนาคารต้นไม้หรือพันธุ์ไม้ เป็นต้น

๔. ระบบทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและพลังงาน คือ ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ จุลินทรีย์ และพลังงานทางเลือก เช่น  มีการใช้สารเคมีในชุมชนมากน้อยเพียงใด มีการกำจัดขยะอย่างไร มีการบวชป่า สืบชะตาแม่น้ำหรือไม่อย่างไร เป็นต้น

๕. ระบบสุขภาพ คือ การป้องกัน และการดูแลรักษา เช่น มีการส่งเสริมการทำน้ำยาสมุนไพรบำรุงสุขภาพหรือไม่ มีการเรียนรู้เรื่องการกินอยู่ที่ถูกต้องและช่วยให้สุขภาพดีหรือไม่ เช่น กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำหว้าเป็นยาบำรุง กินผลไม้ และออกกำลังกาย มีการตั้งเป้าหมาย “ชุมชนสุขภาพดี” หรือไม่ และถ้ามี ได้วางยุทธวิธีไว้อย่างไรให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว  เป็นต้น                                     

ตัวชี้วัดชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง

กรอบเกณฑ์นี้มาจากแนวคิด ๓ ขั้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือหลักการ 3S คือรอด (survived) พอเพียง(sufficient)และยั่งยืน(sustainable)ดังที่เสรี พงศ์พิศ๑๘  ได้อธิบายไว้ ดังนี้

๑. รอด         

กรอบตัวที่ ๑ ความยากจน มีตัวชี้วัด ได้แก่ มีปัจจัย ๔ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง 

กรอบตัวที่ ๒ หนี้สิน มีตัวชี้วัด ได้แก่ หนี้ในและนอกระบบ มีวิธีการจัดการหนี้อย่างไร เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๓ อาชีพรายได้ มีตัวชี้วัด ได้แก่ มีอาชีพมั่นคง มีรายได้มากกว่า ๔๐ บาทต่อวัน และหาอาหารจากธรรมชาติหรือผลิตอาหารกินเองได้จากที่ดินของตนเอง เป็นต้

กรอบตัวที่ ๔ สวัสดิการความมั่นคง มีตัวชี้วัด ได้แก่ ผู้สูงอายุมีคนดูแลเท่าที่ควรได้รับ มีกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ ในหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำร้านค้าชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนเป็นต้น

กรอบตัวที่ ๕ ทรัพยากร มีตัวชี้วัด ได้แก่ มีการใช้สารเคมีในชุมชนหรือไม่ ขาดแคลนแหล่งน้ำ สำหรับบริโภคอุปโภค แหล่งน้ำเน่าเสีย ป่าที่ใช้เป็นที่ทำกินเสื่อมสภาพหมดแล้ว เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๖ ครอบครัวชุมชน มีตัวชี้วัด ได้แก่ ครอบครัวอบอุ่นอยู่ร่วมกัน ชุมชนพึ่งพาอาศัยกัน ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง (เก่งและดี) มีธรรมาภิบาลที่ดีในชุมชน มีกลุ่มกิจกรรมต่างๆ สำหรับเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุ  เป็นต้น

๒.  พอเพียง

กรอบตัวที่ ๑ ปัจจัยพื้นฐาน ตัวชี้วัด ได้แก่ ชุมชนผลิตอาหารเลี้ยงตนเองได้อย่างเพียงพอ มีการจัดการตลาดในชุมชน โดยเอาผลผลิตท้องถิ่นมาจำหน่ายในชุมชน ชุมชนเข้าถึงการบริการสุขภาพได้ดี  มีที่ทำกิน และมีแหล่งอาหารในธรรมชาติพอให้หาได้ เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๒ เศรษฐกิจ ตัวชี้วัด ได้แก่ หนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูง มีทางออกและลดลง การจัดการกองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาท การจัดการกลุ่มออมทรัพย์ การจัดการกลุ่ม
อาชีพต่างๆ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๓ การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีแผนแม่บทชุมชน การทำบัญชีครัวเรือน มีการทำประชาคม และการศึกษาเรียนรู้ดูงาน เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๔ การจัดการ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีการจัดการ ดิน น้ำ ป่า ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบมีการจัดการผลผลิตเพื่อการบริโภคในท้องถิ่นที่เหลือนำไปจำหน่ายนอกชุมชน การจัดการสุขภาพเป็นต้น

กรอบตัวที่ ๕ สวัสดิการความมั่นคง ตัวชี้วัด ได้แก่ มีสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็กมีกลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการต่างๆ ชาวบ้านเป็นสมาชิกสหกรณ์  มีการรวมกลุ่มทำร้านค้าชุมชน เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๖ ชุมชนเข้มแข็ง ตัวชี้วัด ได้แก่ ครอบครัวอบอุ่นอยู่ร่วมกัน ชุมชนพึ่งพาอาศัยกัน มีกลุ่มกิจกรรมต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุและเด็กพร้อมกับเยาวชน และมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง (เก่งและดี) เป็นต้น

 ๓.  มั่นคง

กรอบตัวที่ ๑ การเรียนรู้ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีกระบวนการแผนแม่บทชุมชนโดยชุมชนมีกระบวนการทำยุทธศาสตร์ที่ชุมชนมีส่วนร่วม มีศูนย์เรียนรู้ภายในชุมชนหรือในตำบล เช่น หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธกส. เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๒ การจัดการเพื่อการพึ่งตนเอง ตัวชี้วัด ได้แก่ ตำบลผลิตอาหารพอเพียงสำหรับคนในตำบล ตำบลสามารถผลิตพลังงานทางเลือกได้ มีการจัดการทุนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดการผลิต การบริโภคหลายอย่างแบบวิสาหกิจชุมชน มีการจัดการเกษตรแบบผสมผสาน และมีการจัดการแบบธรรมาภิบาลโปร่งใส
ตรวจสอบได้ ไม่กินตามน้ำ ทวนน้ำ เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๓ ระบบเกษตร ตัวที่ชัด ได้แก่ มีการพัฒนาคลัสเตอร์การเกษตร (มีกิจกรรมเป็นชุดเกื้อกูลกัน เช่น เกษตรผสมผสาน การมีโรงสีชุมชน การเลี้ยงสัตว์ การใช้แกลบไปทำพลังงาน และโยงไปสู่กิจกรรมอื่นๆ) มีการส่งเสริมการทำนาอย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพ อินทรีย์ชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีมีการส่งเสริมวิธีการจัดการดิน น้ำ 
ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการดำเนินเพื่อให้ชุมชนมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการทำนาอย่างมีประสิทธิภาพ (ชลประทาน อ่างเก็บน้ำ โรงงาน ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
ฯลฯ) เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๔ ระบบพลังงานและสิ่งแวดล้อม ตัวชี้วัด ได้แก่ มีการให้ข้อมูลการเรียนรู้แก่ชุมชน โครงการพลังงานทางเลือก แสงอาทิตย์ ลม น้ำ พืช ขยะ มูลสัตว์ ฯลฯ มีการทำธนาคารขยะ การกำจัดขยะอย่างเป็นระบบ แยกขยะรีไซเคิล (ปุ๋ย, พลังงาน, แปรรูป) มีการใช้สารเคมีน้อยลงและใช้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ใช้อย่างรับผิดชอบต่อ
ชุมชน (ไม่ปล่อยของเสีย ขยะ สารเคมีลงไปในน้ำหรือทิ้งตามที่สาธารณะ เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๕ ระบบวิสาหกิจชุมชน ตัวชี้วัด ได้แก่ มีการรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชนหลากหลายรูปแบบ เพื่อการผลิต การบริโภค การจัดการทุนต่างๆ ของชุมชน มี
การเรียนรู้ให้เข้าใจว่า วิสาหกิจชุมชนคืออะไรต่างจากธุรกิจชุมชนอย่างไร มีเป้าหมายคือการพึ่งตนเอง มีองค์ประกอบ ๗  อย่างที่สำคัญ และมีการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นคลัสเตอร์ เช่น การเกษตร สุขภาพ และการท่องเที่ยวมีการเรียนรู้การผลิตเพื่อพึ่งตัวเอง เช่น การเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบคอนโด เลี้ยงไก่ เป็ด สุกร ฯลฯ และมีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในระดับตำบล เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๖ ระบบทุน ตัวชี้วัด ได้แก่ มีกลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็งในชุมชนส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรหรือเป็นสมาชิกสหกรณ์ในระดับอำเภอหรือจังหวัด มีระบบการจัดการทุนหลากหลาย (ธนาคารชุมชน สถาบันการเงินของชุมชน กองทุนสวัสดิการ ฯลฯ เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๗ ระบบสุขภาพ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีข้อมูลสุขภาพของชุมชน การกิน การอยู่ การทำงาน การออกกำลังกาย การป้องกันโรค มีระบบการให้การศึกษา เรื่อง สุขภาพชุมชนที่ดีพอ มีการส่งเสริมอาหารสุขภาพด้วยการให้ข้อมูล และส่งเสริมการปลูก การเลี้ยง การบริโภค (ข้าวกล้อง ผัก ปลา ปลอดสารเคมี) และมีสิ่งแวดล้อมชุมชนที่เอื้อต่อสุขภาพ ดิน น้ำ อากาศไม่เป็นพิษ อาชีพเกษตรที่เน้นอินทรีย์ชีวภาพ เป็นต้น

กรอบตัวที่ ๘ ระบบสวัสดิการ ตัวชี้วัด ได้แก่ ชุมชนรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีระบบสวัสดิการสำหรับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนในชุมชน นอกจากนี้มีระบบช่วยเหลือคนที่เป็นหนี้สินทั้งที่หาทางออกไม่ได้ และพอมีทางออก แต่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น                               

สรุป                                                                                                                                                     

การพัฒนาประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนสู่โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” เป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยการนำของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสชฺ.) ที่จะนำพาพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนที่มากที่สุดในประเทศ ให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาท์ คือ “โง่ จน เจ็บ” ไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเป็นหลัก ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเป็นลำดับแรก เพื่อให้ประชาชน “กินดี อยู่ดี มีความสุข” ชุมชนท้องถิ่นต้องพึ่งตนเองได้ ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พออยู่ พอกิน พอใช้ พอเพียง” เหลือกินเหลือใช้ก็นำไปขาย มีการรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชน โดยได้มาจากแผนแม่บทชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชนจัดกระบวนการเรียนรู้จากความต้องการพัฒนาของคนในชุมชนเอง “การเรียนรู้ คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นผู้เขียนมีความคิดขอเสนอแนะไว้ ๘ ดี ดังนี้ 

“น้ำไหลดี  ไฟสว่างดี ถนนหนทางดี สิ่งแวดล้อมดี การศึกษาดี อนามัยดี อาชีพดีและวัฒนธรรมประเพณีดี

ต้องการเห็นประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นที่เป็นรากหญ้าสำคัญของประเทศ เกิดการพัฒนาทั้งทางวัตถุและจิตใจ ควบคู่กันไป ตามภารกิจของรัฐบาลที่ว่า “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ขับเคลื่อนตามกลไกประชารัฐ

บรรณานุกรม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์.(๒๕๕๙). เศรษฐกิจ. ค้นเมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙, จากhttp://www.bangkokbiznews.com/news/detail/ 

โกวิทย์  พวงงาม.(ม.ป.ป.) การสังเคราะห์บทเรียนการจัดการงานชุมชนเพื่อการพึ่งตนเองของ อปท. : กรณีศึกษา อปท. ในประเทศญี่ปุ่น. บทความวิชาการ วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ ๑๖  ฉบับที่  ๑.

______.(๒๕๕๒). การสร้างภูมิคุ้มกันในองค์กรท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ศุกร์ที่ ๖- พฤหัสบดี ๑๒ พฤศจิกายน  ๒๕๕๒ ปีที่ ๕๗ ฉบับที่ ๗.

______.(๒๕๕๓) . การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์. 

______.(๒๕๕๔). ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการทางรอดสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ศุกร์ที่ ๑๔-พฤหัสบดี ๒๐ มกราคม ๒๕๕๔ ปีที่ ๕๘ ฉบับที่  ๑๗.

ทีมเศรษฐกิจ.(๒๕๕๙). ไขรหัส “ประเทศไทย ๔.๐” สร้างเศรษฐกิจใหม่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง. ไทยรัฐออนไลน์, ค้นเมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙ http://www.thairath.co.th/content/

ประภาส  สุทธิอาคาร, จำนง  แรกพินิจและสมคิด  วงศ์พิพันธ์.(๒๕๕๑). วิสาหกิจชุมชน. กรุงเทพฯ เจริญวิทย์การพิมพ์.          

สนธยา  คุณศรี.(๒๕๔๕). ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน.(พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ

สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.เสรี  พงศ์พิศ.(๒๕๕๐) . วิธีคิด วิธีทำ แผนชีวิตเศรษฐกิจชุมชน(พิมพ์ครั้งที่ ๕). กรุงเทพฯ เจริญวิทย์การพิมพ์

_______.(๒๕๕๑). แผนแม่บทชุมชน.(พิมพ์ครั้งที่ ๓). กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์.

_______.(๒๕๕๒).  คู่มือการทำวิสาหกิจชุมชน. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์.

_______. (๒๕๕๓). ปฏิรูปสังคม. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์.

_______. (๒๕๕๔). วิถีสู่ชุมชนพอเพียง. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์.

Dr.borworn. ประเทศไทย ๔.๐  โมเดลเศรษฐกิจใหม่. http://www.drborworn.com/articledetail.asp?id=16223

________________________________________________________________________________________________________

อาจารย์ประจำ บัณฑิตศึกษา สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

ประภาส  สุทธิอาคาร, จำนง  แรกพินิจและสมคิด  วงศ์พิพันธ์ (๒๕๕๑). วิสาหกิจชุมชน. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, น. ๗

โกวิทย์  พวงงาม. (๒๕๕๓). การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : บพิธการพิมพ์, น. ๓๘๐

ทีมเศรษฐกิจ (๒๕๕๙). ไขรหัส “ประเทศไทย ๔.๐”. สร้างเศรษฐกิจใหม่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง.         ไทยรัฐออนไลน์ อังคารที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙ http://www.thairath.co.th/content/613903  

Dr.borworn.(2559). ประเทศไทย ๔.๐ โมเดลเศรษฐกิจใหม่.          http://www.drborworn.com/articledetail.asp?id=16223

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์(๒๕๕๙). เศรษฐกิจ. อังคารที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙           http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/717222

Dr.borworn (๒๕๕๙). ประเทศไทย ๔.๐ โมเดลเศรษฐกิจใหม่.       http://www.drborworn.com/articledetail.asp?id=16223  

โกวิทย์  พวงงาม (มปพ.) การสังเคราะห์บทเรียนการจัดการงานชุมชนเพื่อการพึ่งตนเองของ อปท. :     กรณีศึกษา อปท. ในประเทศญี่ปุ่น. บทความวิชาการ วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์              คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑

โกวิทย์  พวงงาม (๒๕๕๒).  การสร้างภูมิคุ้มกันในองค์กรท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ศุกร์ที่ ๖ - พฤหัสบดี ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ปีที่ ๕๗ ฉบับที่ ๗ น. ๔๓

๑๐ โกวิทย์  พวงงาม (๒๕๕๔). ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการทางรอดสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ศุกร์ที่ ๑๔ - พฤหัสบดี ๒๐ มกราคม ๒๕๕๔ ปีที่ ๕๘ ฉบับที่ ๑๗ น. ๔๓

๑๑ เสรี  พงศ์พิศ (๒๕๕๐). แผนแม่บทชุมชน ประชาพิจัยและพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่ ๓). กรุงเทพฯ :                    เจริญวิทย์การพิมพ์, น. ๑๔๔-๑๔๖

๑๒ เรื่องเดียวกัน, น. ๑๕๐

๑๓ เสรี  พงศ์พิศ (๒๕๕๐). วิธีคิด วิธีทำ แผนชีวิตเศรษฐกิจชุมชน.(พิมพ์ครั้งที่ ๕). กรุงเทพฯ :             เจริญวิทย์การพิมพ์, น. ๘๓ - ๘๕

๑๔_______.(๒๕๕๒). คู่มือการทำวิสาหกิจชุมชน. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, น. ๙-๑๒

 ๑๕ สนธยา  คุณศรี(๒๕๔๕). ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน(พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ :                  สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, น. ๑๕๐

๑๖ สนธยา  คุณศรี. (๒๕๔๕). ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน(พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ :                 สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, น. ๑๕๐

๑๗ เสรี  พงศ์พิศ (๒๕๕๔). วิถีสู่ชุมชนพอเพียง. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, น. ๑๕๐

๑๘ เสรี  พงศ์พิศ (๒๕๕๓). ปฏิรูปสังคมไทย. กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, น. ๑๓๔ - ๑๔๙

                                                            

การเรียนรู้เชิงปริวรรตกับจิตตปัญญาศึกษา

โพสต์24 ส.ค. 2560 10:42โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 30 ส.ค. 2560 00:50 โดย สุภาพรรณ คงเจริญ ]

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

คำ “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง” หรือ Transformative Learning ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.๑๙๗๘ ผู้ริเริ่มใช้คำนี้เป็นคนแรกคือ ศาสตราจารย์ แจ็ค เมซิโรว์ (Jack Mezirow) จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา รองศาสตราจารย์ ดร.สวนิต  ยมาภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ ได้ให้คำแปลเป็นภาษาไทยว่า การเรียนรู้เชิงปริวรรต ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เมซิโรว์ ค้นพบเรื่องนี้จากงานวิจัยนักศึกษาผู้ใหญ่ที่กลับเข้ามาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา หลังจากหยุดเรียนไปทำงานเป็นเวลานาน ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปริวรรตของเมซิโรว์ ปรากฏอยู่ในหนังสือ Transformative Dimension of Adult Learning (Mezirow, 1991) และ Transformative Learning in Practice (Mezirow, et al., 2009) รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ที่นักวิชาการด้านการศึกษาเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีของเขา เช่น Learning in Adulthood ของเมอร์เรียมและคณะ (Merriam, et al., 2007) 

เมซิโรว์เห็นว่าการสร้างความหมายเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ทั้งหมด การเรียนรู้จึงเกี่ยวข้องกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ การเรียนรู้เป็นกระบวนการตีความประสบการณ์เดิมของตนแล้วสร้างความหมายใหม่ให้แก่ประสบการณ์นั้น เพื่อชี้นำการกระทำของตนในอนาคต การกระทำในที่นี้หมายถึงการตัดสินใจใหม่ การให้คำอธิบายใหม่ การเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาใหม่ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ทารกแรกเกิดเรียนรู้จากการตีความประสบการณ์การร้องไห้กับการได้ดื่มนม ต่อมาเมื่อหิวนมก็จะร้องไห้ การเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะก็เป็นกระบวนการตีความประสบการณ์ในการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างสัมพันธ์กัน เช่น การถีบจักรยาน เป็นการตีความการใช้ความคิด สายตา มือ และเท้า อย่างสัมพันธ์กัน ในการควบคุมรถจักรยานให้เคลื่อนไปและไม่ล้ม การเรียนรู้เกี่ยวกับจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ก็เกิดจากการตีความปฏิกิริยาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น (Mezirow, Taylor and associates, 2009 : 20) 

การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง จึงหมายถึงการสร้างความหมายใหม่แก่ประสบการณ์เดิม เป็นการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนกรอบอ้างอิง (frame of reference) หรือการเปลี่ยนทัศนะ (perspective change) ที่บุคคลมีต่อประสบการณ์เดิมของตน แล้วใช้กรอบอ้างอิงใหม่หรือทัศนะใหม่นั้นมาชี้นำการกระทำแบบใหม่ของตน (Mezirow, 1991 : 11-12) กรอบอ้างอิงมี ๒ มิติ ได้แก่ วิธีคิดตามความเคยชินและมุมมอง วิธีคิดตามความเคยชินประกอบด้วยสมมุติฐานหรือข้อสรุปล่วงหน้าที่บุคคลมีอยู่ในใจ แล้วใช้สมมติฐานหรือข้อสรุปที่มีอยู่ในใจล่วงหน้านั้นเป็นแว่นตาหรือตัวกรอง ความหมายของประสบการณ์ต่างๆ ของตน ส่วนมุมมองนั้นเกิดจากแบบแผนของความหมาย (meaning schemes) ซึ่งประกอบด้วยชุดความเชื่อ ความรู้สึก ทัศนคติ และการให้คุณค่า

เมซิโรว์เห็นว่ามุมมองเปลี่ยนง่ายกว่าวิธีคิดตามความเคยชิน เพราะเรามักได้รับเสียงสะท้อนกลับจากคนอื่นต่อมุมมองของเรามากกว่าวิธีคิดตามความเคยชิน เรามักไม่ค่อยได้ตระหนักถึงความเคยชินในการคิดของเรา การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนมุมมองหรือวิธีคิดตามความเคยชิน เช่น การเปลี่ยนมุมมองต่อคนเป็นเอดส์ การเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน การเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าชนชาติตนประเสริฐเลิศเลอกว่าอีกชนชาติหนึ่ง นอกจากนี้ เมซิโรว์เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดตามความเคยชินอาจเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดอย่างขนานใหญ่ หรืออาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องต่างๆ เป็นกระบวนการหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดตามความเคยชินอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Mezirow, 2000)

เมซิโรว์ (Mezirow, et al., 2009 : 20) แบ่งกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงเป็น ๑๐ ขั้น ได้แก่

๑. การเผชิญกับวิกฤติการณ์ที่ไม่เป็นไปตามมุมมองเดิม

๒. การตรวจสอบตนเอง

๓. การประเมินสมมติฐานเดิมๆ อย่างจริงจัง

๔. การยอมเชื่อมโยงความไม่พอใจในสมมติฐานเดิมของตนกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง

๕. การค้นหาทางเลือกใหม่ในด้านบทบาท ความสัมพันธ์ และการกระทำ

๖. การวางแผนในสิ่งที่จะทำ

๗. การหาความรู้และทักษะสำหรับการปฏิบัติตามแผน

๘. การเริ่มลองทำตามบทบาทใหม่

๙. การสร้างความสามารถและความมั่นใจในบทบาทใหม่และความสัมพันธ์ใหม่

๑๐. การบูรณาการเข้ากับชีวิตตนบนพื้นฐานของเงื่อนไขที่กำหนดโดยมุมมองใหม่ของตน

กระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซิโรว์ มีองค์ประกอบหลัก ๔ ประการ คือ ประสบการณ์ การใคร่ครวญด้วยวิจารณญาณ วาทกรรมที่เกิดจากการใคร่ครวญ และการกระทำ (Merriam, et al., 2007 : 134 - 137) ประสบการณ์เป็นผลจากการบูรณาการสิ่งที่ได้เรียนรู้ ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่นำประสบการณ์ที่ฝังลึกอยู่ในตัวแต่ละคนมาเรียน ประสบการณ์เหล่านั้นสามารถใช้เป็นทรัพยากรการเรียนรู้ของตนและผู้อื่น

การใคร่ครวญด้วยวิจารณญาณแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ การใคร่ครวญเนื้อหาสาระ การใคร่ครวญกระบวนการ และการใคร่ครวญความเชื่อเดิม วาทกรรมที่เกิดจากการใคร่ครวญอาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ในกลุ่ม และในการศึกษาที่เป็นทางการ การกระทำเป็นองค์ประกอบสุดท้ายของกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง บุคคลอาจลงมือทำบางอย่างใหม่ทันที คอยจังหวะที่จะทำ หรือหาเหตุผลมายืนยันแบบแผนการกระทำเดิมของตน

การกระทำครอบคลุมตั้งแต่การตัดสินใจทำบางอย่างที่ต่างจากที่เคยทำ เช่น การเปลี่ยนไปสังกัดกลุ่มใหม่ตามความคิดความเชื่อของตนที่เปลี่ยนไป ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นการกระทำนี้ เมซิโรว์เห็นว่ามีกระบวนการ ๓ ขั้น

ขั้นแรก คือการตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน ซึ่งเกิดจากการไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณต่อสมมติฐานและการเห็นอคติต่างๆ ในตนเอง

ขั้นที่สอง คือการเกิดความรู้สึกว่าต้องผูกพันตนเองกับการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยแรงขับจากความกลัว ความโกรธ ความรู้สึกผิด หรือความละอาย

ขั้นสุดท้าย คือการเรียนรู้ว่าการกระทำอะไรที่เหมาะสมกับตนในการเปลี่ยนแปลงนั้น

ตัวอย่างเช่น นักศึกษาที่รู้สึกตนเองไม่สามารถเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ เชื่อว่าตนไร้ความสามารถในการเรียนรู้ อาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้ทำแบบทดสอบความสามารถในการเรียนรู้ ผลการทดสอบยืนยันว่าเขามีความสามารถในการเรียนรู้ ขณะเดียวกันก็พบว่าสามารถทำคะแนนได้ดีในวิชาอื่นๆ จึงเปลี่ยนความเชื่อที่มีต่อตนเองใหม่ ต่อมาเขาได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่มีปัญหาเดียวกัน จัดตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อร่วมกันสร้างความตระหนักในศักยภาพในการเรียนรู้ของกันและกัน และช่วยเหลือนักศึกษาคนอื่นๆ ซึ่งในทัศนะของเมซิโรว์ กระบวนการดังกล่าวมักเริ่มจากการที่บุคคลเผชิญกับวิกฤติการณ์ที่ไม่เป็นไปตามมุมมองหรือความเชื่อเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น การจากไปของผู้เป็นที่รัก ความเจ็บป่วยถึงขั้นวิกฤติ และเหตุการณ์นั้นไม่สามารถแก้ไขได้โดยกลยุทธ์เดิมๆ ที่เคยใช้มาในชีวิต วิกฤติการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความเชื่อเดิมจึงอยู่ในลำดับแรกของกระบวนการ ๑๐ ขั้นของการเปลี่ยนแปลง (Mezirow, 1991)

ข้อวิพากษ์ต่อทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปริวรรต
นพ.ธนา  นิลชัยโกวิทย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี เขียนไว้ในหนังสือ จิตตปัญญาศึกษา : การศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ (ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๑) ชี้ประเด็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการตะวันตกที่มีต่อทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซิโรว์ สรุปได้ ดังนี้
๑. เป้าหมายและความหมายของการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง  ที่เห็นว่าเมซิโรว์เน้นการเปลี่ยนแปลงระดับปัจเจกบุคคล ละเลยเป้าหมายทางสังคม ซึ่งเมซิโรว์แย้งว่า เขาไม่ได้มองข้าม แต่เป็นสิทธิของปัจเจกบุคคลที่จะใคร่ครวญด้วยตนเองว่าจะเลือกกระทำทางสังคมอย่างไร

๒. จุดเน้นการเปลี่ยนแปลง  ที่เมซิโรว์เน้นกรอบอ้างอิงทางความคิดที่มีเหตุผลเป็นหลัก โดยขาดการคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมและสังคม เช่น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในบริบทต่างๆ รวมทั้งบรรยากาศการเรียนรู้ที่เมซิโรว์เน้นเฉพาะบรรยากาศแบบประชาธิปไตย ทั้งที่ยังมีบรรยากาศของความสัมพันธ์ที่อบอุ่น จริงใจ ไว้วางใจ เห็นอกเห็นใจ และใส่ใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงมาก นักวิชาการบางกลุ่มชี้ว่า ความรู้สึกเป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและการใคร่ครวญ นอกจากนี้ นอกเหนือจากการเรียนรู้ผ่านการคิดใคร่ครวญแล้ว ยังมีการเรียนรู้ผ่านมิติอื่นๆ อีก เช่น กิจกรรมทางกาย ศิลปะ (เช่น การวาด ปั้น ดนตรี การแสดง) การทำสมาธิ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม

๓. กระบวนการเรียนรู้  มีนักวิชาการหลายคนพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในมุมที่แตกต่างออกไป เช่น Boyd และ Myers (1988) มองว่า การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน คือ การเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานในบุคลิกภาพ ซึ่งเกิดจากการแก้ไขปัญหาส่วนตัวและการพัฒนาจิตสำนึกที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้เกิดการบูรณาการของบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ขึ้น โดยเห็นว่า กระบวนการที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการเปิดรับและการยอมรับมุมมองที่มีการให้ความหมายแตกต่างไปจากเดิม การยอมรับสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ มองเห็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง และขั้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักว่าแบบแผนหรือการรับรู้เก่าๆ ของตนไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง จึงเกิดการรับหรือสร้างวิถีใหม่ขึ้นในตนเอง และบูรณาการสิ่งใหม่เข้าในบุคลิกภาพเดิมของตน

ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปริวรรตกับแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา

ธนา  นิลชัยโกวิทย์ (๒๕๕๒) ชี้ว่า ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาในประเทศไทย ให้ความหมายคำ “จิตตปัญญาศึกษา” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Contemplative Education หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เป็นการศึกษาที่เน้นการพัฒนาด้านในอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ ข้อแตกต่างระหว่างทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซิโรว์กับจิตตปัญญาศึกษาจึงอยู่ที่ทฤษฎีของเมซิโรว์พัฒนาขึ้นในฐานะทฤษฎีทางการศึกษา ในขณะที่จิตตปัญญาศึกษาพัฒนาขึ้นจากรากฐานการปฏิบัติและฝึกฝนจริงเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ให้คำนิยามคำนี้ในภาษาไทยใช้คำว่า เรียนรู้ด้วย “ใจ” อย่างใคร่ครวญ แทนที่จะใช้คำว่า เรียนรู้อย่างใคร่ครวญ ในภาษาอังกฤษ คำ contemplate หมายถึง การพิจารณาเรื่องใดๆ อย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง การใส่คำว่า ด้วยใจ เข้าไปด้วยนี้มีนัยว่า ไม่ใช่ด้วยสมองหรือความคิดอย่างเดียว

นพ.ธนา ชี้ว่า จิตตปัญญาศึกษาเน้นการปฏิบัติที่เป็นจริงมากกว่าทฤษฎี โดยไม่มีการสร้างนิยามและขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเชิงกระบวนการ เนื่องจากจิตตปัญญาศึกษาวางรากฐานบนฐานของปัญญาในการเข้าถึงความจริง และกระบวนทัศน์แบบองค์รวม ที่เน้นความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลากหลาย จึงม่สามารถกำหนดขั้นตอนอย่างตายตัวได้  สิ่งที่ทำได้มีเพียงการสร้างเงื่อนไขที่ดีที่สุดเพื่อเอื้อให้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่พบว่า จิตตปัญญาศึกษา มีการกำหนดรูปแบบ เนื้อหา และกระบวนการเป็นลำดับขั้นอย่างที่เมซิโรว์กำหนดเป็น ๑๐ ขั้น

มุมมองของข้าพเจ้าต่อทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปริวรรตและจิตตปัญญาศึกษา
ข้าพเจ้าเห็นว่า ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปริวรรตของเมซิโรว์ มีคุณค่าต่อวงการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาผู้ใหญ่ การที่เมซิโรว์ชี้ให้วงวิชาการศึกษาเห็นว่า การสร้างความหมายใหม่ เป็น ศูนย์กลางของการเรียนรู้ทั้งหมด นั่นคือ การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนแต่ละคนตีความตามประสบการณ์เดิมของตน แล้วสร้างความหมายใหม่ให้แก่ประสบการณ์นั้น เพื่อชี้นำการกระทำของตนในอนาคต

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้ปัจเจกบุคคลเกิดมุมมองใหม่ต่อปรากฏการณ์ทั้งที่เกิดขึ้นภายนอกตน (โลก บุคคลอื่น สังคม ฯลฯ) และที่เกิดขึ้นภายในตน (ความคิด ความรู้สึก ความคาดหวัง ฯลฯ) ต่างออกไปจากที่ตนเคยเข้าใจ เช่น เคยเกลียดเพื่อนร่วมงานบางคน เมื่อผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปริวรรตแล้วสามารถรักเพื่อนร่วมงานที่เคยไม่ชอบนั้น เคยต้องคอยหลบหลีกจากคนหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ตนไม่สบายใจ เมื่อผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปริวรรตแล้ว กลายเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้ากับคนหรือเหตุการณ์ความขัดแย้งต่างๆ หรือแม้กระทั่งความตาย (สำหรับบางคน) ได้อย่างสงบ

ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ของ Boyd และ Myers (1988) ต่อทฤษฎีการเรียนรู้เชิงปริวรรตของเมซิโรว์ ที่ทั้งสองมีมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานในบุคลิกภาพ ซึ่งเกิดจากการแก้ไขปัญหาส่วนตัวและการพัฒนาจิตสำนึกที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้เกิดการบูรณาการของบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ขึ้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้เชิงปริวรรตจำเป็นต้องบูรณาการกับทฤษฎีจิตวิทยาหลายด้าน เช่น ทฤษฎีบันไดความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ ทฤษฎีจิตใต้สำนึกและกลไกป้องกันตนเองทางจิตวิทยาของฟรอยด์ และทฤษฏีจิตวิทยาบุคลิกภาพของสำนักต่างๆ เช่น ทฤษฎีตัวตนของโรเจอร์ ทฤษฎีเกราะป้องกันตนของซาเทียร์ รวมทั้งทฤษฎีเอ็นเนียแกรม

สำหรับคำ จิตตปัญญาศึกษา ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ พร้อมกับการจัดตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล คณะผู้จัดตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษาให้ความหมายคำนี้ว่าหมายถึง การเรียนรู้ด้วยจิตหรือใจอย่างใคร่ครวญ เน้นการพัฒนาด้านในตนเอง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่ามีความหมายในทิศทางเดียวกับพระพุทธศาสนา

ข้าพเจ้าพิจารณาความหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำ จิตตภาวนา ซึ่งหมายถึง การพัฒนาหรืออบรมจิต ที่ใช้กันอยู่ในวงการพระพุทธศาสนา เช่น ใช้เป็นชื่อหนังสือ ผลของจิตตภาวนา คือ มรรค ผล นิพพานของท่านพุทธทาสภิกขุ หรือหนังสือชื่อ จิตตภาวนา มรดกล้ำค่าทางพุทธศาสนาของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มีการนำคำนี้ไปตั้งเป็นชื่อสถานที่ เช่น จิตตภาวันวิทยาลัย (อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี) วัดป่าจิตตภาวนา (อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี)

สำหรับคำ ปัญญา ในพระพุทธศาสนานั้น เป็นส่วนหนึ่งของไตรสิกขา หรือการศึกษาสามประการ ได้แก่ ศีลสิกขา คือ การอบรมกายและวาจาให้สำรวม ไม่เป็นโทษแก่ตนและสังคม จิตตสิกขา คือ การอบรมจิตให้เป็นสมาธิ สงบจากเครื่องกีดกั้นปัญญาทั้งหลาย และปัญญาสิกขา คือ การอบรมปัญญาให้เห็นและเข้าใจโลกตามความเป็นจริงตามหลักไตรลักษณ์ (เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน)

ดังนั้น หากจะใช้คำที่ครอบคลุมความหมาย วัตถุประสงค์ และกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว อาจสามารถใช้คำ ไตรสิกขา ที่มีอยู่แล้วก็ได้ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเห็นว่า คำ จิตตปัญญา ที่สร้างขึ้นใหม่และได้ให้ความหมายตามที่ผู้สร้างคำประสงค์นั้น ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว อีกทั้งได้ส่งผลกระทบต่อวงการศึกษาไทยไม่เพียงในระดับอุดมศึกษา แต่ได้แพร่หลายไปในระดับปฐมวัยศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาด้วย คำ จิตตปัญญา และความหมายที่ผู้สร้างคำนี้ให้ไว้ จึงมีพลังและมีคุณค่าต่อวงการศึกษาไทย

โดยสรุป ข้าพเจ้าเห็นว่าทั้งการเรียนรู้เชิงปริวรรตที่แพร่จากทางตะวันตก และจิตตปัญญาศึกษาที่เรารับผ่านตะวันตก แม้จะมีต้นกำเนิดจากตะวันออก ล้วนมีคุณค่าและคุณประโยชน์ต่อสังคมไทย อย่างไรก็ตาม การศึกษาทั้งสองอย่างนี้จะมีพลังมากขึ้นในสังคมไทย ก็ต่อเมื่อสามารถบูรณาการกับความรู้ที่เรามีอยู่แล้วและคนไทยคุ้นเคยอยู่แล้วทั้งในวัฒนธรรมพื้นบ้านและในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสาระพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงตนสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น เช่น ศีล ๕ พรหมวิหาร ๔ และมงคลสูตร ๓๘ เป็นต้น

บรรณานุกรม

ธนา  นิลชัยโกวิทย์.  “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงและจิตตปัญญาศึกษา.”  ใน จิตตปัญญาศึกษา: การศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์, นครปฐม: โครงการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๑: -๓๑.

ธนา  นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร  จันทรสุข.  ศิลปะการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง: คู่มือกระบวนกรจิตตปัญญา.  นครปฐม: ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๒.

ประเวศ  วะสี.  “แนะนำศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยวิทยาลัยมหิดล.”  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: http://www.ce.mahidol.ac.th/web/ce_drupal/index.php?q=node/2, ๒๕๕๑.

----------.  ระบบการเรียนรู้ใหม่ไปให้พ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, ๒๕๔๙.

พงษธร  ตันติฤทธิศักดิ์ และคณะ.  “รายงานการวิจัยเชิงปฏิบัติจิตตปัญญาศึกษา: กรณีสองชั้นเรียน.”  นครปฐม: ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๒.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).  พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.  พิมพ์ครั้งที่ ๑๖.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑ก.

พาล์มเมอร์, เฮเลน.  เอ็นเนียแกรม-ศาสตร์เพื่อความเข้าใจตนเองและผู้อื่น.  แปลโดย วาจาสิทธิ์ ลอเสรีวานิช.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๘.

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. มงคลสูตรคำฉันท์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๕๒.

มหามกุฎราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย. พระไตรปิฎก. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕.

ศรีเรือน  แก้วกังวาล. ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน, ๒๕๕๑.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. สารานุกรมพระพุทธศาสนา: ประมวลจากพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส.  กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๒๙.

สุรเชษฐ  เวชชพิทักษ์. ตักสุขใส่กะโหลก ชะโงกดูใจ. กรุงเทพฯ: บิสซี่เดย์, ๒๕๕๔.

Boyd, Robert D., and Myers, J. Gordon.  “Transformative Education.”  International Journal of Lifelong Education.  7, 4. (1988): 261-284.

Braud, William., and Anderson, Rosemarie., ed.  Transpersonal Research Methods for the Social Science: Hornoring Human Experience. London: Sage, 1998.

Freud, SAn Outline of Psychoanalysis. New York: Norton, 1949.

Knowles, Malcolm S., Holton, Elwood F., and Swanson, Richard A. The Adult Learner: the Definitive Classic in Adult Education and Human Resource Development. Burlington, MA.: Elsevier, 2005.

Maslow, Abraham H. “A Theory of Human Motivation.” Psychological Review. 50. (1943): 370-396.

----------.  Toward a Psychology of Being. New York: John Wiley, 1968.

Merriam, Sharon B., Caffarella, Rosemary S., and Baumgartner, Lisa M. Learning in Adulthood: a Comprehensive Guide.  3rd ed.  San Francisco, CA.: Jossey-Bass, 2007.

Mezirow, Jack. “Contemporary Paradigms of Learning.”  Adult Education Quarterly. 46. (1996): 158-172.

---------. “Perspective Transformation.” Adult Education Quarterly. 28, 2. (1978): 100-110.

---------. Transformative Dimension of Adult Learning. San Francisco, CA.: Jossey-Bass, 1991.

Mezirow, Jack., Taylor, Edward W., and Associates.  Transformative Learning in Practice: Insights from Community, Workplace, and Higher Education. San Francisco, CA.: Jossey-Bass, 2009.

Palmer, Helen. The Enneagram: Understanding Yourself and Others in Your Life. San Francisco: Harper and Row, 1988.

Rogers, Carl R. “A Theory of Therapy, Personality, and Interpersonal Relationships, as Developed in the Client-Centered Framework.”  In Psychology, a Study of a Science, Vol. III: Formulations of the Person and the Social Context. Koch, Sigmund., ed. New York: McGraw-Hill, 1959.

Satir, Virginia. The Satir Model. Palo Alto, Calif.: Science and Behavior Books, 1991.

Schwab, Johanna., and Baldwin, Michele. The Satir Approach to Communication: a Workshop Manual. Palo Alto, Calif.: Science and Behavior Books, 1989.


การวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น : ปัญหาทางญาณวิทยา และการต่อยอดความรู้

โพสต์24 ส.ค. 2560 10:25โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 29 ส.ค. 2560 21:47 โดย สุภาพรรณ คงเจริญ ]

Research for Local Community Development - RLCD : Epistemological Problemsand Applications

สุชาติ  ศรียารัณย
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง และโครงการสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

การวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจัดอยู่ในประเภทการวิจัยประยุกต์ (appliedresearch) ที่มีรูปแบบและวิธีการวิจัยที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากการทำวิจัยประเภทอื่นๆ เริ่มตั้งแต่การตั้งหัวเรื่องและปัญหาการวิจัย (researchproblem) การออกแบบวิจัย (researchdesign) ไปจนถึงการกำหนดวิธีการวิจัย (researchmethods) โดยตลอดทั้งกระบวนการทำวิจัยอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นมากกว่าบทบาทการดำเนินการโดยนักวิจัยฝ่ายเดียวนอกจากนี้การทำความเข้าใจปัญหาข้อเท็จจริงของชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งนั้น นักวิจัยอาจจำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้วยการลงไป คลุกคลีตีโมง อยู่ในพื้นที่ในระยะเวลาที่นานและเข้มข้นเพียงพอเพื่อให้ได้ความเข้าใจและข้อค้นพบ (researchfindings) ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในแง่การสร้างองค์ความรู้ใหม่การหักล้างความรู้เดิมหรือการนำไปต่อยอดวางแนวทางแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นได้จริงๆ

บทความนี้มุ่งอภิปรายประเด็นปัญหาทางญาณวิทยาในกระบวนการแสวงหาและต่อยอดความรู้ที่ได้จากการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและเสนอข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการกำหนดรูปแบบงานวิจัยโดยทั้งนักวิจัยโดยสายงานอาชีพและนักศึกษาระดับปริญญาโทปริญญาเอกในแขนงวิชานี้อาจนำไปปรับใช้เพื่อทำให้งานวิจัยท้องถิ่นมีกระบวนการแสวงหาความรู้และแนวทางการอธิบายความจริงอย่างเหมาะสมสามารถนำเอาข้อค้นพบต่างๆ ที่ได้จากการทำวิจัยไปประยุกต์สู่การปฏิบัติจริง (applicability) ได้ และก่อเกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นมากกว่าทำวิจัยแล้ว ขึ้นหิ้ง ไปเท่านั้น

ในการทำวิจัยทุกครั้งไม่ว่าจะอยู่ในแขนงวิชาใด ผู้เขียนเห็นว่า จินตนาการและความกระหายใคร่รู้ที่จะค้นคว้าอยากได้คำตอบน่าจะเป็น “แรงจูงใจ” ที่สำคัญที่สุดเราไม่ควรมองเพียงว่าการวิจัยคือกระบวนการค้นคว้าที่มีระเบียบวิธีรองรับและต้องทำตามกรอบที่แน่นอนตายตัว เพราะหากยึดติดอยู่กับรูปแบบและระเบียบวิธีมากไป (บางทีอาจเผลอเรียกกันว่าเป็นระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง) ความซับซ้อนและรูปแบบที่ตายตัวอาจจะไป “กดทับ” หรือ “บดบัง” สาระสำคัญตลอดจนจินตนาการความคิดและความอยากรู้อยากเห็นของนักวิจัยไปหมดสิ้น กรอบและรูปแบบขั้นตอนวิจัยที่ไม่ยืดหยุ่นอาจทำให้ผู้วิจัยเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของปรากฏการณ์ความเป็นจริงที่เราต้องการจะค้นคว้าอธิบาย ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเชิงคุณภาพเป็นจำนวนมากยังพยายามตั้งข้อสมมุติฐานการวิจัย (hypotheses) หลายๆ ข้อโดยคาดว่าจะได้ข้อค้นพบที่บอกว่า “เป็นหรือไม่เป็น” ตามสมมุติฐานเหล่านั้น ด้วยเพราะเข้าใจว่าการวิจัยทุกเรื่องต้องมีการเขียนสมมุติฐานให้ชัดเจนทั้งๆ ที่โดยความเป็นจริงแล้วงานวิจัยเชิงคุณภาพควรจะเป็นการ “อุปนัย” ความรู้จากพื้นที่สนามที่เรียกว่า grounded theory และวางแนวการวิจัยเพื่อได้ข้อสรุปเชิงทฤษฎีที่เฉพาะเจาะจง (research – before - theory) มากกว่าที่จะวิจัยเพื่อพิสูจน์ยืนยันสมมุติฐานจากทฤษฎีใหญ่ (grand theory) ที่มีอยู่ก่อนที่เรียกว่า เอาทฤษฎีตั้งก่อนแล้วไปวิจัยเพื่อตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ (theory – before – research)

แม้แต่การเขียนระบุนิยามศัพท์และนิยามปฏิบัติการ ส่วนใหญ่ผู้วิจัยก็ทำไปอย่างแกนๆเพื่อให้มีปรากฎอยู่ในโครงร่างการวิจัย (research proposal) ตามรูปแบบตายตัวที่เคยทำตามๆ กันมา โดยผู้วิจัยเองก็ไม่ได้พิจารณาให้ลึกลงไปว่างานวิจัยของตนจำเป็นจะต้องนิยามศัพท์หรือไม่ หากต้องมี จะนิยามศัพท์อะไรบ้าง ศัพท์แต่ละคำที่เอามาเขียนนิยามสอดคล้องไปด้วยกันได้กับแนวคิดทฤษฎีหรือคำสำคัญในชื่อเรื่องวิจัยของเราหรือไม่อย่างไร การเขียนนิยามศัพท์เพียงสองสามบรรทัดจะช่วยให้ผู้วิจัยสื่อความหมายกับคนอ่านงานวิจัยได้มากน้อยเพียงใด ส่วนนิยามตัวแปรปฏิบัติการ (operational definition) คืออะไรกันแน่ ควรเขียนเหมือนกับนิยามศัพท์หรือไม่ ถ้าจะมีในงานวิจัยจะนิยามอย่างไร และบางทีอาจต้องพิจารณาให้ชัดว่าจะนิยามไปทำไมในเมื่องานวิจัยบางหัวเรื่องไม่มี “ตัวแปรปฏิบัติการ (operational variables) ที่สกัดออกมาจากทฤษฎีใหญ่ก่อนจะลงไปเก็บข้อมูลในสนามการยึดเอาแต่เพียงระเบียบวิธีและรูปแบบที่ตายตัวดังที่กล่าวข้างต้นล้วนส่งผลให้งานวิจัยทางสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์จำนวนมากถูกวิพากษ์ว่าขาดชีวิตชีวาขาดการริเริ่มสร้างสรรค์ขาดการมองการคิดที่เชื่อมโยงกับข้อเท็จจริง ขาดความเรียบง่าย (simplicity)การเรียนรู้หลักและระเบียบวิธีวิจัยแทนที่จะถูกนำไปปรับประยุกต์ใช้เป็น “เครื่องมือวิจัย” ที่มีพลังและยืดหยุ่นก็กลับกลายเป็นเป้าหมายไปคือต้องมีเทคนิควิธีโน่นนี่นั่นแพรวพราวไปหมด วิชาระเบียบวิธีวิจัยจึงกลายเป็นการเรียนที่เน้นเทคนิควิธีที่ซับซ้อน เรียนแล้วก็ยังรู้สึกว่ายากทำไม่เป็น เทคนิควิธีที่เรียนไปก็ไม่ได้เอาเชื่อมโยงเนื้อหาข้อเท็จจริงที่อยากจะทำวิจัย

งานวิจัยทางสังคมศาสตร์จำนวนมากที่ได้รับอิทธิพลจากหลักการหาความรู้ความจริงแบบวิทยาศาสตร์ (scientific methods) หรือแบบพฤติกรรมศาสตร์เชิงปฏิฐานนิยม (Positivist Behavioralism)) จึงเป็นปัญหามากในแง่ของการนำผลการวิจัยไปต่อยอดใช้ประโยชน์ เพราะเปิดเล่มออกมาก็จะเต็มไปด้วยระเบียบวิธีเทคนิควิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งการจัดเรียงแบบแผนการแบ่งบทแบ่งตอนเนื้อหา (format) ที่แข็งและตายตัวจนทำให้งานวิจัยนั้น “ขาดพลังอธิบาย อ่านไม่รู้เรื่อง แห้งแล้ง และประยุกต์ต่อยอดได้น้อย” ถึงแม้จะแม่นยำถูกต้องด้วยค่าตัวเลขและนัยสำคัญทางสถิติ แต่ก็มีความหมายต่อวงวิชาการและสังคมชุมชนน้อยมาก เข้าทำนองที่เรียกว่า make clear, but not make sense

ในการเรียนการสอนวิชาวิจัยท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นซึ่งผู้เขียนมีประสบการณ์โดยตรงอยู่ด้วยนั้น บทบาทของอาจารย์ผู้สอนระเบียบวิธีวิจัยท้องถิ่นและอาจารย์ผู้ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาถือว่ามีความสำคัญมากที่จะทำให้นักศึกษาเข้าใจและไม่เกลียดกลัวการทำวิจัย อาจารย์ผู้สอนควรเน้นบทบาทไปที่การแนะนำเพื่อจุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจแก่นักศึกษาว่า งานวิจัยท้องถิ่นชุมชนนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากมากมายอะไร นักศึกษาทุกคนสามารถ “บอกเล่าเรื่องราว” ความเป็นจริงที่อยากรู้อยากได้คำตอบผ่านงานวิจัยของตนเองได้และสามารถทำให้สำเร็จได้แน่นอน ประกอบกับนักศึกษาส่วนใหญ่ที่เรียนในสาขาพัฒนาท้องถิ่นมักเป็นคนใน (insider) อยู่แล้ว การทำความเข้าใจพื้นที่ชุมชนของตนเองอย่างเข้าใจและละเอียดลึกซึ้งลงไปก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมท้องถิ่นของตนเองได้โดยตรงอีกด้วย

ผู้เขียนเห็นว่า หากจะวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นชุมชน นักวิจัยควรพิจารณาให้ความสำคัญกับมิติต่างๆ ต่อไปนี้

เอาปัญหาของท้องถิ่นเป็นตัวตั้งและมองปัญหาอย่างเป็น “องค์รวม”

การวิจัยชุมชนท้องถิ่นมีขอบข่ายอาณาบริเวณของการศึกษา (substantivearea) ที่กว้างขวางหลากหลายเป็นการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นหรือเป็นการวิจัยที่มุ่งต่อยอดความรู้ไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่นได้จริง ดังนั้นการกำหนดหัวเรื่องหรือประเด็นวิจัย (researchtopic) จึงจำเป็นต้องเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับปัญหาของพื้นที่ในท้องถิ่นชุมชนต่างๆ เป็นสำคัญปัจจุบันมีงานวิจัยวิทยานิพนธ์และดุษฎีนิพนธ์ของนักศึกษาในสาขาพัฒนาท้องถิ่นจำนวนมากที่ยังเลือกประเด็นเรื่องวิจัยที่ไม่เชื่อมโยงกับปัญหาของท้องถิ่นชุมชนผู้เขียนมีความเห็นว่าสิ่งสำคัญในประการแรกสุดที่จะช่วยจุดประกายความคิด การตั้งคำถามและวัตถุประสงค์การวิจัยที่ครอบคลุม ก็คือ การมองและเข้าใจสภาพการณ์ของการพัฒนาท้องถิ่นในหลายๆ แง่หลายๆ มุมอย่างเป็น “องค์รวม” โดยเชื่อมโยงกับจินตนาการและความกระหายใคร่รู้ในตัวนักวิจัยก็จะทำให้หัวเรื่องหรือประเด็นวิจัยมีความชัดเจน รอบด้าน และเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับปัญหาจริงๆ ของชุมชนท้องถิ่น

การกำหนดปัญหาการวิจัยท้องถิ่นจึงไม่ควรเริ่มต้นถามเพียงว่าจะทำวิจัยหัวเรื่องอะไรดีแต่จำเป็นต้องมองให้ครอบคลุมว่าจะวิจัยอะไรวิจัยคนกลุ่มใด วิจัยไปทำไมวิจัยแล้วคาดหวังจะได้คำตอบอะไรและจะเอาคำตอบที่ได้ไปใช้ประโยชน์อะไรกับใครอย่างนี้เป็นต้นอาจารย์ผู้สอนการวิจัยพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอาจต้องช่วยแนะนำในเบื้องต้นแก่นักศึกษาว่าหัวข้อการวิจัยที่ดีควรเป็นเรื่องที่เราต้องการได้ คำตอบจากการวิจัย ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้คำตอบอยู่แล้วหากวิจัยในเรื่องที่รู้อยู่แล้วจะทำให้งานวิจัยนั้นไม่น่าสนใจและขาด ความท้าทาย หากจำเป็นต้องทำวิจัยเรื่องที่ใครๆ ก็รู้อยู่แล้วก็ควรพิจารณาหาแง่มุมใหม่ๆ มองอย่างเชื่อมโยงในหลายๆ มิติหรืออาจมองออกนอกกรอบเดิมออกไปเพื่อทำให้เรื่องที่รู้อยู่แล้วมีประเด็นที่เราสามารถนำไปตั้งคำถามในเชิง ต่อยอด ต่อไปได้อีกว่าสภาพการณ์ที่เป็นอยู่และมีอยู่ใช่หรือไม่? ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? เกิดประโยชน์ต่อคนกลุ่มใด? มีผลกระทบทั้งเชิงลบเชิงบวกต่อชุมชนท้องถิ่นโดยรวมอย่างไร? อาจารย์ผู้สอนรวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาการวิจัยอาจจะต้องแสดงบทบาท “กระตุ้น” และ “สร้างแรงบันดาลใจ” ในขั้นต้นนี้ เพื่อช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นและเข้าใจงานวิจัยของตนเองอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวมมากขึ้น

จินตนาการการมองเห็นภาพรวมที่เชื่อมต่อกันในขั้นตอนแรกของการออกแบบวิจัย (research design) เป็นเรื่องที่สำคัญมากตัวอย่างเช่นเราอยากจะทำวิจัยเพื่อให้ได้แนวทางและรูปแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการในท้องถิ่นแห่งหนึ่งนักวิจัยควรพิจารณาโจทย์ของการวิจัยให้รอบด้านก่อนว่าควรจะส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมๆ ในกรอบกระบวนทัศน์เก่าเพียงเพื่อให้ได้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหรือเพียงเพื่อทำให้สถานที่พักแรมในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นๆเต็มในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือจะวิจัยเพื่อมุ่งคำตอบเพียงว่าจังหวัดหรือองค์กรปกครองท้องถิ่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีรูปแบบการจัดการส่งเสริมท่องเที่ยวอย่างไรอันที่จริงหัวเรื่องวิจัยในลักษณะนี้มีปัญหาเชิงญาณวิทยาอยู่ตรงที่ว่า เราจะมองประเด็นวิจัยเรื่องการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแบบ แยกส่วน โดยตัดขาดมิติของการท่องเที่ยวออกจากกันเป็นเสี้ยวเป็นส่วนหรือนักวิจัยควรมองปรากฏการณ์เรื่องการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอย่างเป็น องค์รวม กล่าวคือ นักวิจัยจำเป็นต้องมองให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมที่เป็นอยู่นั้นกระทบต่อคุณค่าและวัฒนธรรมอันดีงาม หรือสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศธรรมชาติต่างๆ ของท้องถิ่นหรือไม่อย่างไรเพราะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมๆ อาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมามากขึ้นเช่นธรรมชาติแวดล้อมและประเพณีดีงามของท้องถิ่นถูกทำลายลงไปเรื่อยๆก่อให้เกิดปัญหาขยะเพิ่มมากขึ้นความขัดแย้งด้านผลประโยชน์การค้าธุรกิจฝ่ายต่างๆ ที่ผูกอยู่กับการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้นชุมชนเสื่อมโทรมหรือแตกแยก ฯลฯ ดังนั้นหากจะวิจัยโดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ และมองประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวเพียงประโยชน์ที่ได้รับเพียงด้านใดด้านเดียวก็จะไม่เกิดประโยชน์จริงๆ ต่อชุมชนท้องถิ่น ซ้ำยังกลับจะเป็นผลเสียต่อท้องถิ่นในภาพรวมมากขึ้นไปอีกเพราะยิ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงทำลายให้ บูม มากเท่าใดก็จะยิ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศ หรือคุณค่าจารีตประเพณีดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้การวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นชุมชนควรเป็นกระบวนการของการค้นคว้าอธิบายปรากฏการณ์ที่เป็นพลวัตร (dynamics) ด้วย กล่าวคือ นักวิจัยท้องถิ่นไม่ควรมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แบบหยุดนิ่ง แต่จำเป็นต้องมองให้เห็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทั้งในทางบวกและทางลบอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การศึกษาแนวทางการอนุรักษ์จารีตประเพณีที่มีอยู่ในชุมชนอาจจำเป็นต้องมองลึกลงไปให้เห็นว่า การอนุรักษ์นั้นทำไปในลักษณะที่สร้างสรรค์หรือทำลายโดยไม่รู้ตัว เราจึงเห็นประเพณีบุญบั้งไฟในหลายจังหวัดทางภาคอีสานกลายเป็นประเพณีกินเหล้าและตีกันประจำปีไปทั้งๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพูดเหมือนกันหมดว่ากำลังทำการอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ต่อเนื่องทุกๆ ปี การอนุรักษ์ประเพณีเหล่านี้จึงทำไปแบบหยุดนิ่ง มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ที่สำคัญมองข้ามสาระและแก่นแท้คุณค่าของประเพณีนั้นๆ ไปส่งผลให้การอนุรักษ์ทำได้แค่การจัดเป็นงานเทศกาลทุกๆ ปีซ้ำๆ กันอยู่อย่างนั้นโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ 

. เข้าใจบริบทและมิติความเป็นชุมชนท้องถิ่น

การกำหนดหัวเรื่องการวิจัยเพื่อให้เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นโดยที่นักวิจัยสามารถแสวงหาแง่มุมใหม่ๆ ในการทำวิจัยได้โดยไม่ ตีบแคบ และ แยกส่วน นั้นผู้เขียนมีความเห็นว่านักวิจัยท้องถิ่นต้องทำความเข้าใจลักษณะของ ความเป็นท้องถิ่นและชุมชน ให้แจ่มชัดในมิติดังต่อไปนี้

ท้องถิ่นชุมชนในเชิงพื้นที่

ท้องถิ่น คือขอบเขตพื้นที่หรืออาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ (GeographicalLocation) ที่ครอบคลุมหลากหลายมิติอยู่ในระดับล่างระดับฐานรากหรือรากหญ้าและอาจหมายรวมถึงพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในเขตชนบทห่างไกลจากความเป็นเมืองและศูนย์กลางอำนาจการปกครอง ฯลฯ ท้องถิ่นในแง่นี้จึงมีความเป็นลักษณะเฉพาะถิ่นหรือเฉพาะภูมิภาคที่แตกต่างหลากหลายที่อาจไม่มีอะไรเหมือนหรือเป็นเรื่องเดียวกันกับเมืองและศูนย์กลางอำนาจการปกครองเลยนักวิจัยจำเป็นต้องทำความเข้าใจสภาพการณ์ของพื้นที่ในแง่ของความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ลักษณะธรรมชาติระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมภูมิอากาศชนชาติเผ่าพันธุ์อาชีพพันธุ์พืช ฯลฯ ที่สำคัญมากคือนักวิจัยต้องมองเห็นมิติด้านโครงสร้าง “ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับศูนย์กลาง” ที่อาจไม่เท่าเทียมกันความไม่เสมอภาคในด้านต่างๆ เช่น การกระจายทรัพยากรและความเจริญเติบโตที่ไม่ทั่วถึงมีความลักลั่นและมีปัจจัยข้อจำกัดต่างๆ อยู่ในระบบโครงสร้างรวมไปถึงมีผลกระทบอันเกิดจากยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งที่ถูกกำหนดลงมาจากระดับบนหรือจากศูนย์กลาง

การมองท้องถิ่นในแง่พื้นที่ช่วยให้นักวิจัยมองเห็น ระดับการวิเคราะห์ (LevelofAnalysis)” ของงานวิจัยท้องถิ่นซึ่งอาจจำแนกได้เป็น ๓ ระดับคือจากบนลงล่าง (top-down) จากล่างขึ้นบน (bottom-up) และปัจจุบันเราอาจเพิ่มอีกระดับหนึ่งคือระดับเครือข่ายแนวราบ (horizontalareanetwork) จากตัวอย่างการวิจัยเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืนในท้องถิ่นดังที่ยกมาข้างต้นนักวิจัยสามารถกำหนดระดับการวิเคราะห์ออกได้เป็นสามมิติกล่าวคือ

ระดับการวิเคราะห์จากบนลงล่างจะครอบคลุมประเด็นวิจัยได้แก่

ทิศทางของการพัฒนาการท่องเที่ยวระดับโลกและระดับภูมิภาคอาเซียน     

แนวความคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในกรอบกระบวนทัศน์ใหม่ๆได้แก่

- การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศธรรมชาติการท่องเที่ยวยั่งยืนฯลฯ

นโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวของรัฐบาลและปัญหาข้อจำกัดต่างๆ

- ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของหน่วยงานที่กำกับดูแลในส่วนกลางเช่น

- กระทรวงท่องเที่ยวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสมาคมและเครือข่ายองค์กรด้านท่องเที่ยวในส่วนกลาง

                                ฯลฯ

ระดับการวิเคราะห์จากล่างขึ้นบนจะครอบคลุมประเด็นวิจัยได้แก่

- ศักยภาพความพร้อมของท้องถิ่นและชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่    

- แนวทางและรูปแบบการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ในพื้นที่

- การสำรวจและเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ

- การริเริ่มนโยบายรูปแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากหน่วยงานและองค์กรในพื้นที่

- ประเด็นความต้องการและประโยชน์ที่ตกอยู่กับฝ่ายต่างๆในท้องถิ่น

- ปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานกลุ่มผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว

- ผลกระทบในมิติต่างๆต่อชุมชนท้องถิ่นที่เกิดจากการปฏิบัติตามแนวนโยบายด้านการท่องเที่ยว

                                ฯลฯ

ระดับการวิเคราะห์เครือข่ายแนวราบจะครอบคลุมประเด็นต่างๆ ได้แก่

- บทบาทความร่วมมือการประสานงานและการบูรณาการภารกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกันของหลายๆ ฝ่าย

- ปัญหาอุปสรรคเงื่อนไขปัจจัยที่ส่งผลต่อการร่วมมือกันในการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่

- รูปแบบการจัดการร่วมกัน

                                ฯลฯ

จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ทั้งสามระดับจะช่วยให้นักวิจัยมองเห็นมิติที่เชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมและมีมุมมองการวิเคราะห์ที่หลากหลายที่สามารถนำไปกำหนดเป็น คำถามการวิจัย(researchquestions)” ที่ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องราวในงานวิจัยทั้งเล่มทั้งยังช่วยให้นักวิจัยเข้าใจประเด็นวิเคราะห์ที่ลึกลงไปและให้นำ้หนักข้อมูลกับประเด็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่ข้อค้นพบที่สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่ปฏิบัติได้จริง

ท้องถิ่นชุมชนในเชิงสังคมวัฒนธรรม

นอกจากการมองท้องถิ่นในแง่พื้นที่ที่ช่วยให้นักวิจัยมองเห็นระดับและจุดสนใจที่จะวิเคราะห์แล้ว ชุมชนท้องถิ่นยังสามารถมองในเชิงสังคมวัฒนธรรมบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ของผู้คน กลุ่ม หรือมวลสมาชิกในแวดวงเดียวกัน การมองในเชิงความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างคนกลุ่มต่างๆจะช่วยทำให้นักวิจัยท้องถิ่นมองเห็นและเข้าใจ “พลังและวิถีของชุมชนท้องถิ่น” อันเป็นแก่นแกนหรือแบบแผนเชิงบรรทัดฐาน (norms) ที่ยึดโยงพฤติกรรมและการกระทำของคนในชุมชนท้องถิ่นไว้ แบบแผนเหล่านี้ก่อให้เกิดการยอมรับ ความเชื่อ จารีต และขนบต่างๆ และยังอาจมองไปถึงการเชื่อมต่อกันในระดับที่กว้างขึ้นในรูปแบบของภาคีเครือข่ายที่มีความคิดความเชื่อไปในแนวทางเดียวกันได้อีก ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ ขนบและความเชื่อเรื่องพญานาคในท้องถิ่นอีสาน ความเชื่อเรื่องผีบุญ ตำนานเรื่องพระยาแถน เรื่องราวของเพลงบอกทางภาคใต้ ประเพณีการสืบชะตาเมืองในภาคเหนือ วัฒนธรรมข้าวในชุมชนภาคกลาง ฯลฯ

หากนักวิจัยมองและเข้าใจมิติชุมชนท้องถิ่นในเชิงวัฒนธรรมได้อย่างแจ่มชัดการกำหนดจุดสนใจที่จะวิเคราะห์ (focus of study) ในงานวิจัยท้องถิ่นก็จะขยายมุมมองและประเด็นเรื่องออกไปได้อีกมากมายและมีความน่าสนใจในตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ทำวิจัยท้องถิ่นชุมชนต้องเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า ความเป็นท้องถิ่นชุมชนนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนและกลุ่มคนงานวิจัยท้องถิ่นจึงไม่ใช่งานวิจัยสารเคมีฝนเทียมเทคนิควิธีกลไกเครื่องจักร วิจัยสัตว์ วิจัยพันธุ์พืช ประมง แร่ธาตุ ฯลฯ แต่ต้องเอา “คนและรูปแบบความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มคน” เป็นฐานของการค้นคว้าวิจัย (Locality and Community-basedResearch) รูปแบบความสัมพันธ์ของคนก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกับแวดวง กลุ่ม ขบวนการ ภาคี เครือข่าย องค์กร สถาบัน และกลไกภายในชุมชนทั้งหมด หากจะวิจัยแล้วมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสารเคมีก็ต้องวาง “ประเด็นชี้ชัด (highlight)” ให้เป็นเรื่องของ “ผลกระทบ” อันเกิดจากการใช้สารเคมีนั้นต่อคนต่อชุมชนศึกษาเรื่องเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ใช่เสนอน้ำหนักเนื้อหาการวิจัยลงไปในรายละเอียดของปุ๋ยอินทรีย์หรือขั้นตอนวิธีการปลูกพืชผักจนกลายเป็นวิจัยเกษตรไป แต่ต้องกำหนดจุดสนใจของการศึกษาให้เป็นงานวิจัยท้องถิ่น โดยวางประเด็นชี้ชัดไปที่บทบาทชุมชนและภาคีองค์กรในท้องถิ่นว่าจะจัดการร่วมกันอย่างไร มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ร่วมกันแก้ปัญหาเหล่านั้นได้หรือไม่ ด้วยแนวทางใด งานวิจัยก็จะออกมาเป็นงานวิจัยท้องถิ่นแท้ๆ ในเรื่องความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของท้องถิ่นชุมชนในการจัดการเกษตรอินทรีย์ โดยอาศัยข้อมูลของคน ของกลุ่ม ของภูมิปัญญาที่มีอยู่ และแนวทางการจัดการที่ร่วมกันทำจริงๆ เป็นประเด็นในการศึกษา

ความเป็นท้องถิ่นชุมชนยังก่อให้เกิด “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (cultural identities) บนพื้นฐานของความเป็นลักษณะเฉพาะที่หลากหลาย (diversity and differences) ด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นในที่นี้มีความหมายครอบคลุมมิติด้านระบบคุณค่า จารีตประเพณีคติชน ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วรรณา อิทธิพลของศาสนาฯลฯ ซึ่งทุกๆ มิติที่กล่าวมามีกระบวนการผสมกลมกลืน (Harmonization) จนกลายเป็น “วิถีชีวิต” และ “โลกทัศน์” ที่แฝงฝังอยู่ในความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ การวิจัยท้องถิ่นจึงต้องมีกระบวนการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ละเอียดลุ่มลึก นักวิจัยจำเป็นต้องเข้าไป “สัมผัสและสัมพันธ์” อยู่ในพื้นที่อย่างน้อยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้เขียนมักแนะนำนักศึกษาที่ทำวิจัยชุมชนท้องถิ่นว่า การเอาแบบสอบถามไปแจก (หรือฝากไปแจก) แล้วเก็บกลับมาแม้จะหว่านแจกและเก็บคืนกลับมาได้ครบถ้วนเป็นร้อยเป็นพันตัวอย่างก็อาจไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะการได้ข้อมูลเชิงลึก (in-depth) หรือที่เรียกว่าข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) นั้นต้องเป็นการใช้วิธีลงไปคลุกคลีในพื้นที่จริงจากระดับที่เจือจางจนถึงระดับที่เข้มข้นยาวนาน (longtitudinal) เท่านั้น การรับรู้เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการสังเกตทำความเข้าใจโดยตัวผู้วิจัยเป็นระยะเวลาที่นานเพียงพอ การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมการพบปะพูดคุย ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้วิจัยกับผู้ถูกวิจัย การแลกเปลี่ยนผ่านการสนทนากลุ่ม และการร่วมกิจกรรมในพื้นที่ที่เอื้อให้การสืบค้นข้อมูลวิจัยเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ข้อเท็จจริงที่หนักแน่นตรงประเด็นทั้งเบื้องหน้าที่ปรากฏให้เห็น (manifest) และเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ (latent) ทั้งหมดเหล่านี้เป็นกระบวนวิธีการวิจัยที่จำเป็นที่สุดสำหรับการทำวิจัยท้องถิ่นที่ดี

. ได้ข้อสรุปจากพื้นที่วิจัยที่นำไปใช้ได้จริง

โดยทั่วไปแล้วการวิจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่วิจัยเพื่อการพัฒนานักวิจัยมักกำหนดหัวเรื่องที่จะวิจัยจากการอ่านทบทวน (review) ประเด็นแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้กรอบแนวคิดเชิงนามธรรม (normativeconcepts) เสียก่อนแล้วจึงนำไปนิยามหรือแตก “ตัวแปรปฏิบัติการ (operationalvariables) แล้วจึงลงไปเก็บข้อมูลข้อเท็จจริงในสนามเพื่อพิสูจน์ยืนยันตัวแปรต่างๆ เหล่านั้นแต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าการวิจัยเพื่อมุ่งให้เกิดผลของการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นชุมชนจริงๆ ไม่ควรเริ่มด้วยการเอาทฤษฎีเป็นตัวตั้ง (theory - oriented)แล้วผู้วิจัยลงไปพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริงตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้เท่านั้นแต่ควรเริ่มจากการมองภาพรวมของปรากฏการณ์ปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ เป็นลำดับแรกก่อน (problem-oriented) แล้วกำหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย (conceptualframework) โดยผ่านการคิดเชื่อมโยงในหลายๆ มิติทั้งที่เป็นแนวคิดทฤษฎี นิยามความหมาย องค์ประกอบที่จำเป็น หลักความรู้ และข้อเท็จจริงในพื้นที่วิจัยโดยผ่านการรับรู้เข้าใจภายในตัวนักวิจัยเอง (conceptualization) ต่อจากนั้นจึงลงสนามเพื่อสืบค้น สังเกต และรวบรวมข้อเท็จจริงตามมิติประเด็นที่กำหนดไว้ในกรอบแนวคิดการวิจัย เพื่อให้ได้ข้อมูลมาจัดระเบียบ พรรณนา อธิบายวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน ฯลฯ จนออกมาเป็นข้อค้นพบที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยบางกรณีศึกษา นักวิจัยอาจทำแบบ “กลับหัวกลับหาง” เลยก็ได้ กล่าวคือ ลงพื้นที่ก่อนเพื่อดูข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเชื่อมโยงให้เป็นกรอบความคิดบางอย่างของนักวิจัยในการกำหนดแง่มุม ประเด็นการวิจัยและการหาข้อมูลเชิงลึกต่อไป การทำวิจัยในลักษณะนี้ก็จะได้ผลการวิจัยเป็น “ข้อสรุปเชิงทฤษฎี” ซึ่งอาจเป็นเรื่องใหม่ แนวทางใหม่ ที่หักล้างสิ่งเดิมที่เคยทำกันมา เกิดเป็นหลักการหรือแนวทางบางอย่างในการแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นที่เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องไปด้วยกันได้กับบริบทของพื้นที่วิจัย แน่นอนว่า การวิจัยแบบนี้เน้นการได้ข้อเท็จจริงที่มาจากพื้นที่ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าทฤษฎีที่นำมาใช้นั้นถูกหรือผิด (verification/falsification) แต่มุ่งตีความหรือบอกเล่าเรื่องราวปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เห็นภาพใหญ่และภาพย่อย ตลอดจนเพื่อให้ได้ข้อสรุปหรือข้อค้นพบที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นชุมชนนั้นๆ ตามวัตถุประสงค์ของการทำวิจัยจริงๆ

ในทางญาณวิทยาข้อสรุปที่ได้จากพื้นที่วิจัยต้องเกิดจากกระบวนการอุปนัยความรู้ (inductive analysis) จากบริบทแวดล้อมและข้อมูลในพื้นที่จริงผสมผสานกับการรับรู้ตีความโดยตัวนักวิจัยเป็นการได้ความรู้มาจากระดับล่าง ไม่มุ่งสร้างและยืนยันทฤษฎีที่มีอยู่ก่อน จึงไม่ใช่การนิรนัยเพื่อพิสูจน์ตัวแปรเชิงทฤษฎี (variablehypothetico-deduction) ทั้งสิ้น การวิจัยท้องถิ่นดีๆ หลายต่อหลายเล่มเป็นเพียงงานวิจัยเชิงพรรณนา หรือการวิจัยเนื้อหาจากตัวบทเอกสารโดยที่ไม่มีตัวแปรและข้อสมมุติฐานใดๆ ที่ต้องพิสูจน์เลย แต่เป็นการพรรณนาอย่างลุ่มลึกหนักแน่น (thick description) ที่เห็นภาพที่ละเอียดหรือได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นได้มาก ผู้เขียนจึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่อาจารย์ผู้สอนวิจัยพัฒนาท้องถิ่นต้องแนะนำแก่นักศึกษาว่า การเชื่อมโยงญาณวิทยาซึ่งเป็นวิธีคิดวิธีมองและแนวทางการได้ความรู้เข้ากับหลักวิธีการวิจัยอย่างลงตัวจะช่วยให้งานวิจัยชุมชนท้องถิ่นของนักศึกษาเกิดความลุ่มลึก ละเอียด และไม่ผิดทิศผิดทาง การวิจัยที่พิสูจน์ข้อความรู้ตามหลักแนวคิดทฤษฎีตะวันตกโดยขาดการเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่นชุมชนจริงๆ อาจไม่เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดและปฏิบัติจริงเลย เพราะเป็น “การวิจัยเพื่อวิจัย แต่ไม่ได้วิจัยเพื่อพัฒนา” เพราะถ้าวิจัยแล้วบอกเพียงว่ารู้และทราบหรือพบว่ามากหรือน้อย เพิ่มขึ้นหรือลดลง เหมือนกันหรือต่างกันแค่นั้น เราจะมีงานวิจัยท้องถิ่นที่ทำแล้วขึ้นหิ้งและนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่เป็นจำนวนมาก

ในการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหากผู้วิจัยมองเห็นว่า ปัญหาเงื่อนไขต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขได้ การออกแบบให้เป็นการวิจัยปฏิบัติการ (action research) และ/หรือปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research -PAR) ก็จะทำให้งานวิจัยนั้นเกิดผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนและบรรลุผลในการลงมือปฏิบัติการพัฒนาจริงๆ หลักสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการก็คือ ผู้วิจัยต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการจะแก้ไขปัญหา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มคนในเรื่องใด และจะมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆทั้งในระหว่างและหลังการทำวิจัยไปในแนวทิศทางที่ได้กำหนดไว้อย่างไร อาทิเช่น มีอาชีพ มีงานทำ มีการเพิ่มหรือกระจายรายได้ เด็กมีโภชนาการดีขึ้นสมรรถนะในการทำงานของกลุ่มสตรีสูงขึ้น กลุ่มผู้ติดยาติดเหล้าลดเลิกพฤติกรรมที่เป็นปัญหา กลุ่มนักท่องเที่ยวเรียนรู้เข้าใจการท่องเที่ยวยั่งยืนและให้ความร่วมมือมากขึ้น กลุ่มผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ฯลฯ

หัวใจของการวิจัยปฏิบัติการทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผู้วิจัยต้องกำหนดให้มีกิจกรรมการปฏิบัติรองรับ และดำเนินไปพร้อมๆกันตลอดกระบวนการวิจัยในพื้นที่ การสนทนากลุ่ม การพบปะพุดคุย การวางแผน การดำเนินกิจกรรม การสร้างบทเรียน การใช้สื่อเพื่อการเรียนรู้ การเสริมประสบการณ์ การอบรม การฝึกปฏิบัติ การร่วมกันประเมินผล ฯลฯ โดยกระบวนการต่างๆ เหล่านี้กำหนดขึ้นตามความจำเป็นและมุ่งหมายให้งานวิจัยได้ข้อค้นพบหรือแนวทางการพัฒนาปรับเปลี่ยนบางเรื่องบางอย่างของกลุ่มคนที่ถูกวิจัย การวิจัยปฏิบัติการในลักษณะนี้หากผู้วิจัยดำเนินการวิจัยร่วมกับกลุ่มผู้ถูกวิจัยอย่างเข้มข้นในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มกำหนดประเด็นปัญหาการวิจัยการสังเกตและเก็บข้อมูลโดยคนในพื้นที่ การวิเคราะห์ทำความเข้าใจปัญหาและข้อเท็จจริงร่วมกัน จนถึงขั้นของการเสนอข้อค้นพบงานวิจัย ก็จะเป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) หรือที่เรียกกันว่า “ประชาพิจัย” ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยที่เปิดการมีส่วนร่วมและบทบาทจากหลายฝ่ายในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างลงตัว ได้แก่ ผู้วิจัยชาวบ้าน ผู้นำชุมชน นักพัฒนา เจ้าหน้าที่รัฐ ฯลฯ

การวิจัยปฏิบัติการทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมจำเป็นต้องใช้วิธีการวิจัยที่หลากหลายผสมผสานกันอย่างเหมาะสม กล่าวคือ การลงสังเกตข้อมูลในพื้นที่ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์พูดคุยเชิงลึก การพูดคุยโดยใช้แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม เป็นต้น จุดมุ่งหมายหลักคือการกระตุ้นสำนึกและการตระหนักในปัญหา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน การพัฒนาจิตสำนึกใหม่ การขยายขอบข่ายการมีส่วนร่วม ฯลฯ รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการทั้งสองแนวจึงเหมาะสมสอดคล้องกับนักศึกษาสาขาพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นคนในพื้นที่ และมีสถานะบทบาทเป็นผู้นำกลุ่มและชุมชนอยู่แล้ว เพราะจะทำให้รับรู้เข้าใจสภาพการณ์ปัญหาที่วิจัยได้อย่างถ่องแท้ จนสามารถกำหนดให้งานวิจัยเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพัฒนาร่วมกันของคนทุกฝ่ายในพื้นที่ชุมชนและท้องถิ่นได้

การวิจัยท้องถิ่นอาจก้าวไปไกลจนถึงขั้นของการวิจัยเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เรียกว่า การวิจัยโครงงาน (Experimental Project-based Research)โดยอาศัยการดำเนินโครงงาน กิจกรรม การลงมือปฏิบัติจริง การพัฒนาทดลอง การจัดสภาพการณ์เพื่อการเรียนรู้ การสร้างตัวแบบ การประเมินผลลัพธ์ ฯลฯ ทั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อหักล้างปรับเปลี่ยนจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่อย่างถอนรากถอนโคน หรืออาจเปลี่ยนแปลงกระบวนการบางอย่างแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการคิดแผนหรือวางยุทธศาสตร์ใหม่ การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ฯลฯ รูปแบบทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นแนวทางการทำวิจัยท้องถิ่นชุมชนที่ควรส่งเสริมให้ทำกันมากยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นรูปแบบการวิจัยที่เกิดประโยชน์ และปฏิบัติได้จริง (pragmatic) ในการพัฒนาท้องถิ่นชุมชนโดยตรง

การวิจัยโครงงานในท้องถิ่นอาจอยู่ในรูปของ “ชุดวิจัย (research series) ที่ผู้วิจัยทำร่วมกันหลายคน แต่กำหนดมิติการศึกษากันคนละด้าน และมีการสังเคราะห์และพัฒนาร่วมกันในขั้นของการสรุปได้ข้อค้นพบจนเกิดเป็นหลักการปฏิบัติชุดความรู้จากการถอดบทเรียน ประดิษฐกรรม หรือนวัตกรรมใหม่ๆ มีประเด็นวิจัยมากมายที่สามารถออกแบบให้เป็นงานวิจัยประเภทนี้ได้อาทิเช่น การทำเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาอาชีพ รายได้ การเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เพาะปลูก การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน การพัฒนาภูมิปัญญาเรื่องผ้าทอ การอนุรักษ์คุณค่าประเพณีดั้งเดิม การรักษาทรัพยากรและระบบนิเวศโดยวิถีชุมชน ฯลฯ กระบวนการวิจัยโครงงานจะประกอบด้วย การริเริ่ม การวางแผน การวางโครงงาน การกำหนดขั้นตอน การลงมือทำ การเฝ้าสังเกตและจดบันทึก การปฏิบัติงานจริงในพื้นที่การวิเคราะห์และประเมินผล และการสังเคราะห์หลอมรวมสิ่งที่ทำอยู่จนเกิดเป็นองค์ความรู้ ตัวแบบ ชุดบทเรียน นวัตกรรม ประดิษฐกรรมใหม่ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

. สร้างความน่าเชื่อถือจากตัวผู้วิจัยมากกว่า “ความเชื่อถือได้จากเครื่องมือวัด”

ความเชื่อถือได้ (reliability) กับความน่าเชื่อถือ (creditability)ถือเป็นเกณฑ์ในการรับรองและบ่งชี้คุณลักษณะของงานวิจัยที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่คำสองคำนี้อาจมีความหมายแตกต่างกันอยู่ หากกล่าวในแง่ของ “ความเชื่อถือได้” ของงานวิจัยใดๆ ก็ตาม เรามักกำหนดระดับความเชื่อถือได้ให้ยึดโยงกับ “คุณภาพของเครื่องมือวิจัย” ที่มีประสิทธิผลและแม่นตรงสูงแน่นอนระดับความเชื่อถือได้จึงต้องเกิดจากการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง ตรงประเด็นวัดและแจงนับเป็นตัวเลข ค่าทางสถิติที่ถูกต้องแม่นยำ

ในขณะที่ “ความน่าเชื่อถือ” ของงานวิจัยมีความหมายเน้นไปที่ตัวผู้ทำวิจัย ว่า “เข้าถึงและเข้าใจ” ปรากฏการณ์ที่วิจัยได้มากน้อยและลึกซึ้งเพียงใด ในระยะเวลาเท่าใด และใช้วิธีการอย่างไร เนื่องจากตัวผู้วิจัยเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด (a researcher as the best instrument) ที่จะเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านการรับรู้ เข้าใจ พรรณนา ตีความ ดังนั้นสำนักปรัชญาการหาความรู้แบบปรากฏการณ์นิยม (Phenomenologism) ที่เน้นการหาความรู้แบบตีความ (Interpretivism) จึงเชื่อว่า ไม่มีปรากฏการณ์ใดที่มนุษย์จะเข้าใจได้โดยไม่ผ่านตัวผู้ศึกษา ไม่มีอะไรเป็นผ้าขาว ไม่มีอะไรอยู่โดดๆ ลอยๆ โดยไม่สัมพันธ์กับบริบทที่แวดล้อมห่อหุ้มปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่มีอยู่เดิมในตัวผู้ศึกษา (presuppositions) ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วย เพราะโดยเนื้อแท้แล้วงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นก็มีลักษณะที่เน้นไปในแนวทางการสร้างความน่าเชื่อถือของตัวผู้วิจัยที่จะรับรู้และทำความเข้าใจปรากฏการณ์ในท้องถิ่นชุมชน โดยไม่ได้แยกตัวผู้ศึกษาออกจากสิ่งที่ถูกศึกษาเลย และแยกกันไม่ออกด้วยถึงแม้จะพยายามทำให้การศึกษาวิเคราะห์เป็นกลาง (neutrality) หรือเป็นวัตถุวิสัย (objectivity) มากเพียงใดก็ตาม

การออกแบบงานวิจัยท้องถิ่นชุมชนให้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยเน้นไปที่การตั้งประเด็นเพื่อบอกเล่าเรื่อง การพรรณนาให้เห็นภาพและรายละเอียดของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนอย่างแจ่มชัดและหนักแน่นก็จะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่นมากกว่าที่จะไปเน้นความเชื่อถือได้ของเครื่องมือวิจัยและสถิติเชิงปริมาณ นอกจากนี้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณายังเป็นการกำหนดกระบวนการวิจัยค้นคว้าของเราว่าผู้วิจัยต้องลงไป “คลุกคลีตีโมง” ที่จะสืบค้น สังเกตข้อเท็จจริงเชิงลึก ไม่ผิวเผิน เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจที่แจ่มชัด และสามารถบอกเล่าเรื่องราว (story telling) ได้อย่างน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น เราอาจทำวิจัยเพื่อพรรณนาบอกเล่าวิธีคิดและบทบาทการทำงานของผู้ใหญ่วิบูลย์  เข็มเฉลิม ในเรื่องวนเกษตรให้ลึกซึ้งและเห็นภาพที่ชัดเจน ผู้วิจัยกำหนดวางโครงเรื่องแตกประเด็นออกไปให้ครอบคลุมมิติด้านประวัติชีวิตส่วนตัว แรงบันดาลใจ วิธีคิดและวิธีมองปัญหา บทบาทการทำงาน อุดมคติ การเรียนรู้ต่อสู้กับอุปสรรค การถ่ายทอดประสบการณ์สู่ชุมชน ฯลฯ เป็นต้นการได้ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของประเด็นแต่ละเรื่องที่ลึกและมีเนื้อหามากเพียงพอที่ผู้วิจัยสามารถนำมาพรรณนาเล่าเรื่องได้ ผู้วิจัยจำเป็นต้องลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อเก็บข้อมูลชั้นต้น (primary) การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม (participant and unobtrusiveobservation) การพูดคุยสัมภาษณ์บุคคล (in-depth interview) การแฝงฝังตัวหรือจุ่มตัว (emersion) เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่วิจัยอย่างเข้มข้น โดยตัวผู้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่วิจัยการบอกเล่ารายละเอียดของภาพเหตุการณ์ใหญ่อันเกิดจากการร้อยเรียงภาพย่อยๆ ที่เรียกว่า การปะติดปะต่อเรื่องราว (jigsaw) ให้ได้รายละเอียดผู้วิจัยอาจต้องมีทักษะการใช้ภาษาที่สื่อได้ชัดเจนและตรงประเด็น งานวิจัยเชิงพรรณนาจึงจะมีชีวิตชีวาน่าสนใจ คนอ่านงานวิจัยเห็นภาพที่ชัดเจน

การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่นำมาทำเป็นงานวิจัยท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากตัวบท(texts) จากเอกสาร (documents) เป็นหลัก เอกสารมีสองระดับชั้น กล่าวคือ เอกสารชั้นต้น (primary) ที่ผู้วิจัยเข้าถึงและวิเคราะห์เนื้อหาด้วยตัวผู้วิจัยเอง และเอกสารชั้นรอง(secondary) เป็นงานวิจัยของผู้อื่นที่ได้ทำไว้ก่อนในหัวเรื่องที่คล้ายกัน โดยผู้วิจัยอาศัยข้อค้นพบบางเรื่องบางแง่มุมมาประกอบในการวิจัยเอกสารผู้วิจัยอาจไม่จำเป็นต้องลงสนามเข้าไปในพื้นที่เลยก็ได้ แต่จุดสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงเอกสารชั้นต้นและชั้นรองจากแหล่งเอกสารต่างๆ ได้และเอกสารเหล่านั้นมีเนื้อหาที่หนักแน่นมากพอที่จะนำมาวิเคราะห์

การวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในแง่มุมต่างๆ เป็นประเด็นที่ทำวิจัยในลักษณะการวิเคราะห์เอกสารได้ รวมไปถึงการวิเคราะห์เนื้อหางานเขียนของปราชญ์ชุมชน นักคิด นักพัฒนาท้องถิ่นในแนวคิดมุมมองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาทิเช่น แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แนวคิดเกษตรผสมผสานในทัศนะมุมมองของประยงค์รณรงค์ในชุมชนไม้เรียง แนวคิดประเวศ วะสี เรื่องการพัฒนายั่งยืน แนวคิดการพัฒนาวิถีพุทธของพระพรหมคุณาภรณ์ ฯลฯ ในการวิจัยเอกสารผู้วิจัยจำเป็นต้องวางโครงร่างการวิเคราะห์เนื้อหาในลักษณะของการตั้งธงหรือรหัสประเด็น (coding) ที่ชัดเจนเพื่อดึงและสกัดออกจากเอกสารที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ การเลือกชิ้นเอกสารควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะใช้งานชั้นต้นกี่ชิ้น งานชั้นรองกี่ชิ้น งานแต่ละชิ้นมีความสำคัญมากน้อยต่างกันอย่างไร ให้รายละเอียดเนื้อหาในเรื่องใด เป็นต้น

. ผสมผสานเชื่อมโยงแนวคิดและข้อมูลในลักษณะสหวิทยาการ

การวิจัยท้องถิ่นควรเชื่อมโยงและดึงเอาแนวคิดและหลักความรู้จากหลากหลายแขนงของสังคมศาสตร์ อาทิเช่น ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา มานุษยวิทยา กฎหมาย ฯลฯ หรืออาศัยหลักการความรู้ทฤษฎีที่ได้ศึกษาจากการเรียนในวิชาต่างๆ (courseworks) แต่ยังคงอยู่ในกรอบการวิจัยประยุกต์ (applied research) ที่เน้นการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนเป็นหลัก โดยเชื่อมต่อหลักการความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ประสงค์จะทำวิจัยเข้ากับข้อมูลข้อเท็จจริงใน “อาณาบริเวณการศึกษาเนื้อหา (substantial area) ในด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ เกษตรกรรม อาชีพ การท่องเที่ยว การศึกษาเรียนรู้ สุขภาพและสาธารณสุข การปกครองท้องถิ่น พลังงาน วิสาหกิจและการผลิตในชุมชนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ภาษา จารีตประเพณี คติชนความเชื่อ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ผ้าทอ อาหารการกิน ฯลฯ

การเชื่อมโยงแนวคิดทฤษฎีการวิจัยเข้ากับข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นสหวิทยาการ(inter-disciplinary) ต้องสะท้อนออกมาจากการอ่านทบทวนทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและผู้วิจัยเรียบเรียงขึ้นใหม่ ด้วย “ภาษาและความเข้าใจ” เป็นของตนเอง เสนอเป็นเนื้อหาในบทที่สองของงานวิจัย อย่างไรก็ตาม อาจารย์ที่ปรึกษาต้องแนะนำนักศึกษาอย่างใกล้ชิดว่า การทบทวนหลักความรู้เพื่อนำมาเขียนให้เป็นกรอบความคิดในการวิจัยของนักศึกษาเองจำเป็นต้องเกิดจากการทำความเข้าใจมิติทฤษฎีของคนอื่นๆ รวมถึงข้อค้นพบของงานวิจัยที่ทำมาก่อน สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อนักศึกษาทบทวนงานเขียนของคนอื่นแล้ว ต้องมองให้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่งในหัวเรื่องที่ตัวเองจะทำวิจัย แล้วสามารถเขียนมิติที่เป็นกรอบความคิดในการวิจัยที่เป็นของตนเองที่เรียกว่า “ผังความคิด (mind map)” หรือ conceptual framework โดยจำเป็นต้องเข้าใจให้ถูกต้องด้วยว่า การอ่านทบทวนหลักความรู้ทฤษฎีไม่ว่าจะเป็นของนักวิชาการท่านใดก็เพื่อทำให้เรามีความเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องที่เราจะทำวิจัย ไม่ใช่ไปลอกเลียน หรือยกของคนอื่นมาทั้งดุ้น ทั้งยังเอามาหลายๆ ทฤษฎีโดยไม่ได้คิดไม่ได้กลั่นกรอง “ตกผลึก” ให้เป็นกรอบความคิดของตนเองดังนั้น บทที่ ๒ ของงานวิจัยจึงควรมีเนื้อหาที่จะบอกว่า ตัวผู้วิจัยเข้าใจประเด็นที่จะวิจัยอย่างไร อะไรคือนิยามความหมาย องค์ประกอบที่จำเป็น หลักการ แนวความคิดที่สอดคล้องและไปด้วยกันได้ (relevant) กับหัวเรื่องและคำสำคัญ (keywords) ในชื่อเรื่องงานวิจัยของเราเอง

ตัวอย่างเช่น หากจะวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยศึกษาเรื่องตลาดน้ำในชุมชน......”นักศึกษาต้องอ่านและทบทวนเกี่ยวกับนิยามความหมายของคำว่า “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ให้เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าการท่องเที่ยวที่อาศัยวัฒนธรรมและคุณค่าของสิ่งดีงามในชุมชนมาเป็นจุดขายนั้น ควรทำอย่างไร มีมิติใดบ้างที่ต้องพิจารณาและจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในชุมชน ไม่ขัดแย้งกันเองเรื่องผลประโยชน์ ไม่ทำลายคุณค่าดั้งเดิม และจะร่วมกันจัดการให้เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างเสริมการเรียนรู้ของนักท่องเที่ยว และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้สอดคล้องไปด้วยกันอย่างกลมกลืนกับภูมิปัญญา อาชีพ ความเชื่อ จารีต คติชน ฯลฯ ที่ชุมชนมีอยู่แล้วอย่างไร ฯลฯ

อาจารย์ที่ปรึกษาควรแนะนำนักศึกษาด้วยว่า หลักการและแนวคิดที่วางไว้เป็นกรอบการวิจัยในบทที่สอง มีความสำคัญมาก เพราะต้องถูกนำไปขยายให้เป็นเนื้อหาในบทต่อๆ ไปของงานวิจัยได้อีก ขึ้นอยู่ที่ว่าผู้วิจัยจะมีข้อมูลจากพื้นที่มากหรือน้อยในการเขียนวิเคราะห์หรือบอกเล่าประเด็นเหล่านั้น

โดยทั่วไปงานวิจัยชุมชนท้องถิ่น ควรมีเนื้อหาทั้งหมดอย่างน้อย ๕ บท กล่าวคือ

บทที่หนึ่ง เป็นบทนำและระเบียบวิธีวิจัย

บทที่สอง เป็นการอธิบายแนวความคิดของผู้วิจัยทั้งที่เป็นจินตนาการความคิด ความอยากจะค้นคว้า และส่วนที่ไปอ่านทบทวนทำความเข้าใจมาจากงานของนักวิชาการและนักวิจัยคนอื่นมาก่อน

บทที่สาม เป็นการบอกเล่าข้อเท็จจริงของสภาพการณ์ปัญหาที่จะวิจัย หรือบอกรายละเอียดข้อมูลในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัย

บทที่สี่ เป็นการวิเคราะห์ประเด็นหลักของงานวิจัยตามมิติหรือประเด็นย่อยๆที่ได้เขียนเป็นกรอบไว้แล้วในบทที่สองและกำหนดไว้เป็นวัตถุประสงค์การวิจัย

บทที่ห้า เป็นการเขียนสรุป เสนอแนะ และเสนอข้อค้นพบจากการวิจัย

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า การจัดเรียงลำดับเนื้อหาแต่ละบทควรเป็นผลมาจากการพิจารณาความจำเป็นเหมาะสมของงานวิจัยแต่ละเล่มมากกว่าจะกำหนดตายตัวว่า แนวคิดทฤษฎีต้องอยู่ในบทที่สอง หรือระเบียบวิธีวิจัยต้องตั้งเป็นบทที่สามเท่านั้น งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่เน้นวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) อาจไม่ได้จัดเรียงบทตอนเนื้อหาอย่างนี้เลยก็ได้ กล่าวคือ ผู้วิจัยอาจเริ่มต้นวางเค้าโครงและวิธีวิทยาไว้ในบทแรก แล้วอธิบายขยายรายละเอียดภาพของวิกฤติปัญหาบางอย่างในชุมชน เช่น สภาวะความยากจน และความอ่อนแอของชุมชนอันเกิดจากการพึ่งตนเองไม่ได้เอาไว้ในบทที่สอง บทที่สามจะกล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้ตระหนักถึงปัญหาร่วมกันของชุมชนทั้งหมด บทที่สี่เป็นการสังเคราะห์ให้เห็นถึงแนวทางวิธีการลงมือทำจริง มีกระบวนการร่วมกันแก้ปัญหาจากทุกๆ ฝ่ายจนเกิดเป็นผลลัพธ์ (outputs) ที่เป็นรูปธรรม เช่น เกิดแผนแม่บทชุมชน มีแผนแก้หนี้แก้จนที่ปฏิบัติได้ส่วนบทสุดท้ายบทที่ห้า ผู้วิจัยจะเขียนสรุปให้เห็นบทเรียนที่ได้จากการวิจัยร่วมกับชาวบ้าน กระบวนการและกลไกการเรียนรู้ วิธีคิดวิธีทำที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ทำแล้วได้ผลจริงเป็นรูปธรรมเด่นชัด ซึ่งผู้วิจัยอาจเขียนเชิงสรุปรวบยอดโดยผสมผสานเชื่อมโยงเข้ากับหลักคิดหรือแนวความรู้บางอย่างที่เป็นทฤษฎีที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิถีชุมชนที่นำไปสู่ความเข็มแข็งยั่งยืน การพัฒนาที่เอาคนเป็นศูนย์กลาง หลักการพัฒนาแนววิถีพุทธ เป็นต้น

. การต่อยอดความรู้จากงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ในท้ายที่สุด คุณูปการของการทำวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นควรมี “เป้าประสงค์หลัก” เพื่อนำไปสู่การต่อยอด โดยการนำความรู้และข้อค้นพบไปปฏิบัติจริงในข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อดังต่อไปนี้

๑. เสนอข้อค้นพบเพื่อแสดงให้เห็นว่า คน กลุ่ม องค์กรในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น รู้และเข้าใจปัญหา” ของตนเองและเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

๒. วิเคราะห์ให้เห็น ประสบการณ์ วิธีคิด และวิธีปฏิบัติ จนเกิดเป็น “ข้อสรุปความรู้และวิธีคิดใหม่ๆ” ของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ

๓. ค้นพบว่าท้องถิ่นชุมชนสามารถ “พึ่งตนเองได้” โดยการผสมผสานการตระหนักรู้ปัญหาของตนเอง และปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการจัดการตนเองและชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

๔. สะท้อนให้เห็น “การยกระดับคุณภาพ” ทั้งในด้านชีวิต อาชีพ ระบบคุณค่า วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และทุนเดิมที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น

๕. นำข้อสรุปที่ได้ไปสู่ “การลงมือปฏิบัติ การพัฒนาต่อยอด และการประยุกต์ใช้จริง” จนเกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

๖. สะท้อนให้เห็น “การเรียนรู้ต่อเนื่องและแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จ (Best Practice)” ในกระบวนการจัดการตนเองและชุมชนท้องถิ่นจนสามารถถ่ายทอดเผยแพร่ไปในวงกว้างได้

๗. ชุมชนท้องถิ่นบางพื้นที่สามารถสร้าง “นักยุทธศาสตร์ (Strategists) และผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leaders)” ดำเนินงานพัฒนาบนพื้นฐานของปัญญาความรู้

๘. สะท้อน “หลักจริยธรรมความดีงาม” บางอย่างอาทิเช่น ความพอเพียง ความยั่งยืนการพึ่งตนเอง จนนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติจริงและก่อเกิดประโยชน์และคุณูปการต่อคนและชุมชนท้องถิ่นนั้นๆเอง

 

______________________

 บรรณานุกรม

Bent Flybjerg, Making Social Sciences Matter : Why Social Inquiry Failed and How It Can Succeed Again? Cambridge, Cambridge University Press, 2001.

JuergenHabermas, On the Logic of Social ScienceShierry Weber Nicholsen and Jerry A. Stark (translated), Cambridge: Massachusette Institute of Technology Press, 1991.

Robert Audi, Epistemology:A Contemporary of the Theory of Knowledge. New York : Routledge, 2003.

Maurice Roche, Phenomenology : Language and the Social Sciences. London : Routledge, 1973.

Peter Berger and Thomas Luckmann, The Social Construction of Reality : A Treatise in the Sociology of KnowledgeLondon :Penquin Books, 1987.

Stephen P. Turner and Paul A. Roth (eds.), Philosophy of the Social SciencesOxford :Blackwell, 2003. 

1-3 of 3