การบริหารจัดการน้ำทำนาปรังเพื่อการพึ่งตนเองของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด

โพสต์24 ส.ค. 2560 11:30โดยadmin lifeacth   [ อัปเดต 30 ส.ค. 2560 01:45 โดย สุภาพรรณ คงเจริญ ]

DOUBLE-CROP FIELD WATER MANAGEMENT IN SELF-DEPENDENCE OF BANWO ELECTRIC PUMPING STATION WATER USER COOPERATIVE LIMITED

นางทองคำ  ชัยชาญ

บทคัดย่อ 

คำถามวิจัย ๑. ประวัติและพัฒนาการการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด เป็นอย่างไร 

๒. หลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็งและยั่งยืน ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด 

๓. แนวทางการเรียนรู้การพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัดเป็นอย่างไร เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ แบบสังเกตแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ กล้องบันทึกภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นายกและปลัดองค์การบริการส่วนตำบล ประธาน เลขานุการสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สมาชิกผู้ใช้น้ำ และบุคคลทั่วไป รวม ๔๙ คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่าประวัติการพึ่งตนเองในการจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะเกิดจากสภาพแวดล้อมและภัยธรรมชาติ กุดเตอะลำน้ำสาขาแม่น้ำมูลเกิดภัยน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ผลผลิตข้าวเสียหายราคาตกต่ำ ชาวบ้านยากจน ชาวบ้านจึงไปทำนาปรังที่กุดเตอะแกนนำได้รับสนับสนุนแนวคิด งบประมาณจากนักการเมือง สร้างทำนบกั้นน้ำกุดเตอะไม่ให้ไหลลงแม่น้ำมูล ขุดคลองส่งน้ำ แบ่งปันพื้นที่ทำนาให้ชาวบ้าน และตั้งสหกรณ์ร้านค้าขณะนั้นรัฐไทยส่งทหารไปร่วมรบสงครามเกาหลี ฝ่ายต่อต้านสงครามได้ก่อตั้งขบวนการสันติภาพจึงถูกเพ่งเล็งจากรัฐ คณะกรรมการสหกรณ์ร้านค้าจึงถูกจับกุมจึงปิดกิจการ แต่การจัดการน้ำทำนาปรังยังดำเนินต่อไป ปี ๒๕๒๖ รัฐสนับสนุนงบประมาณเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและสร้างคลองส่งน้ำไปตามไร่นาหลังจากนั้นชาวบ้านได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำทำนาปรังสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านเวาะจำกัด พัฒนาการจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ ระยะแรก ชาวบ้านไปหาปลาและทำนาปรังที่กุดเตอะ ระยะที่สองผู้นำรับแนวคิดและงบประมาณจากนักการเมือง ระยะที่สามการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการน้ำทำนา ระยะที่สี่การตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ ส่วนหลักการพึ่งตนเองได้แก่ การมีผู้นำเป็นที่ยอมรับ, การใช้ทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น, กองทุนพัฒนา, การเรียนรู้ตนเอง, การจัดการน้ำทำนาตรงความต้องการชุมชน, มีคุณธรรมความขยัน อดทน สามัคคีและเสียสละ, และมีองค์กรสหกรณ์บริหารงาน การดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของสหกรณ์ มีความพอประมาณโดยยังไม่จ้างพนักงานเพิ่ม ความมีเหตุผลสมาชิกยืมเงินคำนึงวัตถุประสงค์และความเป็นไปได้ของโครงการ สร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิกมีส่วนร่วม คุณธรรมคือซื่อสัตย์ เสียสละ จัดการศึกษาอบรมอาชีพให้กับสมาชิกแนวทางจัดการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเอง โดยควรจัดทำหลักสูตรการจัดการน้ำ การทำนาพัฒนาอาชีพ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นที่ศึกษาดูงาน

คำสำคัญ ได้แก่ การจัดการน้ำ สหกรณ์ผู้ใช้น้ำ การทำนาปรัง

Abstract

Research questions were 1) how are the history and self-dependence development in double-crop field water management of Ban Wo Electric Pumping Station Water User Cooperative Limited

2) What are the strong and sustainable self-dependence principles in double-crop field water management of Ban Wo Electric Pumping Station Water User Cooperative Limited 

3) How is self-dependence inheriting study approach in double-crop field water management of Ban Wo Electric Pumping Station Water User Cooperative Limited.

Research tools were observation form, questionnaire, interview form, camera, data collecting from sub-district headman, village headmen, teachers, Chief Executive and Chief Administrator of Sub-district Administrative Organization, President and Secretary of Water User Cooperative, members of Water User Cooperative and general people totaling 49 people and bringing obtained data to analyze.

The research result found that self-dependence history in double-crop field water management of Ban Wo Electric Pumping Station Water User Cooperative Limited occurred from surrounding and natural disaster-KoodTur tributary of Moon River flooded or dried, damaged rice product, low price of rice product and poor villagers resulted. Therefore, they earned for living by doing double-crop field at Kood Tur. Leaders got supported ideas and funded by politicians to build KoodTur Weir in order to separate the water from Moon River, dug canals, shared field areas with locals and established cooperative.  At that time, Thai government sent troops to Korea War. Opposite party established Peace Movement who had been speculated by government.  Cooperative Committees were arrested then closed business.  However, double-crop field water management had still implemented.  In 1983, the government funded electric pump and built canals along farms and paddy fields.  After that, locals established Ban Wo Double-crop Field Electric Pumping Station Water User Cooperative Limited.  In order to develop double-crop field management of the Cooperative, first stage, locals earned for living by fishing and doing double-crop field at KoodTur, second stage, leaders got ideas from politicians and funded by them, third stage, technology was brought to use with double-crop field management, fourth stage, Water User Cooperative was established.

Self-dependence principles were the leaders had been accepted, using resources in local community, developing fund, self-learning, managing water for double-crop field according to community requirement, being moral, diligent, patient, self-sacrifice and harmonious, be managing by cooperative organization, implementing conforming King Rama IX‘s cooperative thought, being abstemious by not employing more staff, being rational by launching loan to members based on objectives and real practice possibility of their project, being immune by requiring involvement from members, honesty and self-sacrifice are virtues, arranging career training for members, holding self-dependence inheriting study approach by making a curriculum of water management for double-crop field, career development, further developed into tourism attraction and field trip venue.

Keywords: Water Management, Water User Cooperative, Double-crop Field

๑. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

น้ำเป็นปัจจัยในการการดำเนินชีวิตของมนุษย์ใช้อุปโภคบริโภค ส่งผลต่อการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาการจัดการน้ำในภาคการเกษตรไว้ว่า เร่งรัดการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการพัฒนาฟื้นฟูและปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในแหล่งน้ำที่มีศักยภาพกักเก็บน้ำให้เหมาะสมกับระบบนิเวศ ภูมิสังคม เศรษฐกิจและความต้องการร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลผลิต สร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน แก่ประเทศ โดยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และประสิทธิภาพการกระจายน้ำของระบบชลประทานอย่างทั่วถึงเป็นธรรมพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชนและแหล่งน้ำในไร่นา (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๕๕, หน้า ๑๐๙) เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบสู่การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำของชาติได้อย่างยั่งยืนโดยรูปแบบการบริหารจัดการน้ำมุ่งสู่การบริหารจัดการแบบองค์รวมคำนึงถึงมิติทางนิเวศวิทยาและชุมชนมากขึ้น (ณชพงศ จันจุฬา, ๒๕๕๒, หน้า ๙)

จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลตอนล่าง ไหลผ่านอำเภออำเภอราษีไศล อำเภอเมือง อำเภอยางชุมน้อย  และอำเภอกันทรารมย์รัฐได้พัฒนาสร้างฝายราศีไศล โดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเพื่อทำการผันน้ำจากแม่น้ำโขง แม่น้ำชีและน้ำมูล ใช้ในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคอีสานโดยไม่ได้ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาก่อน ซึ่งเบื้องต้นแจ้งกับราษฎรว่าจะสร้างฝายยางกั้นลำแม่น้ำมูล ที่บ้านปากห้วย ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล มีความสูง ๔.๕ เมตร กักเก็บน้ำ ๓๑.๘ ลูกบาศก์เมตรเก็บน้ำไม่เกินตลิ่งน้ำท่วมพื้นที่ ๑๒,๕๐๐ ไร่ เมื่อสร้างจริงเป็นฝายคอนกรีตเปิดปิดด้วยบานประตูเหล็กควบคุมด้วยระบบไฮโดรลิก น้ำท่วมพื้นที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ไร่ มีผลกระทบราษฎรประมาณ ๘,๐๐๐ ครอบครัวในพื้นที่ ๓ จังหวัด ๗ อำเภอ คืออำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอรัตนะบุรี อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ อำเภอบึงบูรฬ์ อำเภอราษีไศล และอำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ(คณะกรรมการร่วมอนุรักษ์ป่าทามแม่มูล, ๒๕๔๑,: ๑-๑๒)  โครงการนี้จึงให้ข้อมูลเท็จต่อชุมชนตั้งแต่เริ่มแรก ราษฎรในพื้นที่เชื่อว่าน้ำจะไม่ท่วมที่ทำกินจึงไม่มีเสียงคัดค้าน จึงนับว่าเป็นการพัฒนาขาดการมีส่วนร่วมและไม่สอดคล้องความต้องการที่แท้จริงของคนในท้องถิ่น

ส่วนตำบลคูซอด ตั้งอยู่บริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำมูล ฝั่งตรงกันข้ามกับฝายราษีไศล ต่างได้รับผลกระทบจากโครงการจัดการน้ำจากภาครัฐ ราษฎรมีอาชีพทำนา อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ บางปีเกิดภัยน้ำท่วม ฝนแล้ง ผลผลิตข้าวเสียหายราคาตกต่ำและราษฎรยากจน หลายครอบครัวต้องไปขอทานหรือรับจ้างทำงานในต่างจังหวัด จากการสัมภาษณ์ผู้รู้เก็บข้อมูลเบื้องต้น พบว่าพุทธศักราช ๒๔๙๐ ราษฎรได้ริเริ่มทำนาปรัง สร้างทำนบกั้นน้ำ ขุดคลองส่งน้ำไว้ทำนาและตั้งสหกรณ์ร้านค้า เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รัฐเพ่งเล็งว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกจับในข้อหากบฏสันติภาพ แต่ชาวบ้านก็ยังร่วมมือกันจัดการน้ำสืบต่อมา เป็นที่มาของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำทำนาปรังปัจจุบันแต่เป็นที่น่าสังเกตยังไม่มีการวิจัยเรื่องการจัดการน้ำของท้องถิ่น อันเป็นรากเหง้าตนเอง

ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด ผลการศึกษาน่าจะนำไปประยุกต์ใช้จัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันให้เกิดเข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป 

๒. คำถามวิจัยหรือสมมติฐานการวิจัย

๑. ประวัติและพัฒนาการการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด เป็นอย่างไร

๒. หลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด เป็นอย่างไร

๓. แนวทางการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัดเป็นอย่างไร

๓. วัตถุประสงค์การวิจัย

๑. เพื่อศึกษาประวัติและพัฒนาการการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด

๒. เพื่อศึกษาหลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด

๓. เพื่อศึกษาแนวทางการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด 

๔. กรอบแนวคิดการวิจัย

สหกรณ์เป็นองค์การธุรกิจ ตั้งขั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ในการพัฒนาอาชีพ โดยจัดการเกี่ยวกับคน งบประมาณ  วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการ ยึดหลักประชาธิปไตยความเสมอภาค เป็นธรรมและความสมัครใจ สมาชิกช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก มุ่งยกระดับความเป็นอยู่สมาชิกให้ดีขึ้น

๕. ขอบเขตการวิจัย

๕.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ร่วมวิจัย
        ๑. ประชากรผู้ร่วมวิจัย ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) ได้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายก และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลคูซอด ครู สมาชิกสหกรณ์มีบทบาทจัดการน้ำ ได้แก่ ประธานสหกรณ์ เจ้าหน้าที่บัญชี พนักงานสูบน้ำ หัวหน้า เขตจ่ายน้ำ สมาชิกสหกรณ์ที่มีนาติดคลอง และไม่มีที่นาติดคลองบุคคลทั่วไป รวม ๔๙ ราย
        ๒. พื้นที่วิจัย คือ หมู่บ้านในเขตตำบลคูซอด อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ บ้านคูซอด หมู่ที่ ๑ บ้านคูซอดหมู่ที่ ๒ บ้านแดง หมู่ที่ ๓ บ้านดงเปลือย หมู่ที่ ๔ บ้านเวาะ หมู่ที่ ๕ บ้านเปลือย หมู่ที่ ๖ บ้านหนองแวง หมู่ที่ ๗ บ้านโนนทราย หมู่ที่ ๘ บ้านโพนงอย หมู่ที่ ๙ บ้านเปลือยใหม่ หมู่ที่ ๑๐

๓. เนื้อหาการวิจัย ได้แก่ ประวัติและพัฒนาการการพึ่งตนเอง หลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็งและยั่งยืน การจัดการน้ำทำนาปรังตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรัง
         ๔. ระยะเวลาวิจัยเริ่มตั้งแต่ วันที่ ๑ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ถึง วันที่ ๓๑ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ รวมเวลา ๖ เดือน

๖. วิธีวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ แบบมุ่งหาคำอธิบายและสรุปเป็นทฤษฎี

๗. การเก็บรวบรวมข้อมูล
         ๑. ข้อมูลเอกสาร แบ่งเอกสารเป็นกลุ่ม ได้แก่ สภาพทั่วไปของบ้านเวาะตำบลคูซอด การบริหารจัดการน้ำหลักการพึ่งตนเองเศรษฐกิจพอเพียง เก็บรวบรวมจากสำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยสารคามมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เอกสารจากสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ
           ๒. ข้อมูลภาคสนาม ผู้วิจัยเดินทางเข้าไปในชุมชน เข้าหาบุคคลกลุ่มผู้ร่วมวิจัย เก็บรวบรวมด้วยตนเอง ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้จัดการน้ำทำนาปรังและบุคคลทั่วไป โดยใช้แบบสำรวจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุมกลุ่มย่อย กล้องบันทึกภาพ บันทึกรวบรวมข้อมูล

๘. การวิเคราะห์ข้อมูล

นำข้อมูลจากภาคสนาม มาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย จำแนกเป็นหมวดหมู่ ประวัติ และพัฒนาการการจัดการน้ำ หลักการพึ่งตนเอง และแนวทางการจัดการเรียนรู้สืบทอดหลักการพึ่งตนเองในการจัดการน้ำสังเคราะห์และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สร้างเป็นข้อสรุปเขียนอธิบายเชิงทฤษฎี

๙. ผลการวิจัย
จากการวิจัย การบริหารจัดการน้ำทำนาปรัง เพื่อการพึ่งตนเองของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัดผลการวิจัยพบว่า
๑. ประวัติและพัฒนาการการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรัง
          ๑.๑ ประวัติการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังชาวตำบลคูซอด อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วย และลาว อพยพเข้ามาอยู่มาอยู่บริเวณแห่งนี้ เมื่อประมาณ ๓๐๐ ป่านมา และได้แตกกระจายไปตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่หลายหมู่บ้าน ได้ยึดพื้นที่ที่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นที่ตั้งบ้านเมืองสืบมา และได้แยกย้ายตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล และอยู่ในเขตปกครองของตำบลคูซอด สืบมาถึงปัจจุบัน โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของตำบลคูซอดจะตั้งอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำมูล มีป่าไม้ และแนวคูคันดินเป็นเนินน้ำไม่ท่วมถึง

เนื่องจากสภาพแวดล้อมลำน้ำสาขาแม่น้ำมูล คือ กุดเตอะเกิดภัยน้ำท่วมและน้ำลดเร็วในหน้าแล้ง ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย ราคาตกต่ำ ประกอบกับเกิดฝนแล้ง 3 ปี ชาวบ้านยากจนต้องดิ้นรนหาที่ทำกินในแหล่งนำธรรมชาติ โดยเบื้องต้นส่วนบุคคล ได้มาหาปลาและทำนาปรังที่กุดเตอะ เมื่อได้ผลดีคนจึงสนใจเข้าไปทำนาปรังมากขึ้น แกนนำชุมชนได้เข้ามาสร้างทำนบกั้นน้ำ กั้นกุดเตอะบริเวณน้ำไหลลงแม่น้ำมูลจัดแบ่งปันพื้นที่ให้ชาวบ้านทำนา แกนนำระดับหมู่บ้านได้รับแนวคิดการจัดทำสหกรณ์ร้านค้า การจัดการน้ำจากนักการเมืองท้องถิ่นที่มีหัวก้าวหน้า จึงถูกเพ่งเล็งจากภาครัฐ ประกอบกับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ฝ่ายที่ต่อต้านสงครามได้ก่อตั้งขบวนการสันติภาพ และส่งตัวแทนไปประชุมที่ประเทศจีน ในปีพุทธศักราช 2495ได้นำเครื่องกันหนาว ยารักษาโรค ไปแจกให้ชาวบ้านที่วัดเจียงอีคณะกรรมการบริหารสหกรณ์ร้านค้าตำบลคูซอดเดินทางไปรับสิ่งของ หลังจากนั้นถูกจับกุม เป็นผลให้สหกรณ์ร้านค้าถูกปิด แต่การบริหารจัดการน้ำเพื่อการพึ่งตนเอง และการทำนาปรังยังดำเนินการต่อไป ชาวบ้านอยู่อย่างลำบากเพราะสายลับแฝงตัวในชุมชน ทำให้ชาวบ้านมุ่งมั่นทำงาน เรียน แข็งแกร่ง อดทน จนปี 2526 ได้รับงบประมาณซื้อเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและสร้างคลองส่งน้ำไปตามไร่นา  หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำทำนาปรังสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านเวาะ จำกัด ส่งผลให้ชาวบ้านได้ทำนาปรังมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น       

          ๑.๒ พัฒนาการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ยุคที่ ๑ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๐ บริเวณแม่น้ำมูลมีน้ำท่วม และภัยแล้ง เป็นเหตุให้ชาวบ้านยากจน บ้างไปขอทานหรือไปรับจ้างทำงาน ครอบครัวนายเภา ชัยชาญ ไปจับปลาหากินที่กุดเตอะเป็นประจำ จึงสร้างกระท่อมอาศัย และทำนาปรังขึ้นเป็นครั้งแรก ยุคที่ 2 การรับแนวคิดจากนักการเมือง ในช่วงนี้นายเภา ชัยชาญ หัวคะแนนนักการเมืองท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณสร้างทำนบกั้นน้ำบริเวณกุดเตอะที่น้ำไหลลงสู่แม่น้ำมูล เพื่อให้มีน้ำทำนาปรัง และตั้งสหกรณ์ร้านค้าให้สมาชิกช่วยเหลือกัน ยุคที่ ๓ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการน้ำทำนาปรัง ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ สำนักงานพลังงานแห่งชาติ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตั้งที่บ้านเวาะ พร้อมกับสร้างคลองส่งน้ำไปตามที่นาของชาวบ้าน ส่งผลให้การทำนาปรังที่กุดเตอะได้ลดความสำคัญลงไป ยุคที่ ๔ ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ กลุ่มผู้ใช้น้ำได้ร่วมมือกันตั้งเป็นสหกรณ์ ชื่อสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะจำกัด บริหารจัดการโดยคณะกรรมการสืบมาจนถึงปัจจุบันส่งผลให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

๒. หลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็งและยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

          ๒.๑ หลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็ง และยั่งยืน ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรัง จากการสังเคราะห์ในการพึ่งตนเองของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด พบว่า มี ๗ ประการ คือ ๑) การมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับของชาวบ้านมีความรู้และประสบการณ์ มีแนวคิดก้าวหน้าและมีอุดมการณ์ ได้รับการสนับสนุนทั้งแนวคิดและงบประมาณจากนักการเมืองในท้องถิ่นที่จะพัฒนาสังคม ชุมชนให้มีความอยู่ดีมีสุข ๒) การใช้ทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คือ แม่น้ำมูลและกุดเตอะ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาออกจากแม่น้ำมูลนับเป็นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ท้องถิ่นนำมาจัดการใช้ให้สอดคล้องกับปัญหา และความต้องการของชุมชน ๓) การมีกองทุนพัฒนาในการจัดการน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญของการดำเนินงานสหกรณ์ให้สามารถดำเนินงานด้วยความเข้มแข็ง เช่น ทุนเรือนหุ้น เงินสำรอง ทุนสะสมอื่นๆ เงินรับฝากจากสมาชิกและทุนดำเนินงาน ๔) ชาวบ้านเรียนรู้ตนเองเข้าใจสังคม และสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ในยามวิกฤต ทำให้คนอยู่ในกติกาเดียวกัน เกิดความเข้าใจกันมีความรักความสามัคคี ส่งผลให้การดำเนินงานสหกรณ์ได้รับความร่วมมือจากสมาชิก ร่วมกันแก้ปัญหาและเกิดความเข้มแข็งสืบมา ๕) กิจกรรมดำเนินการของสหกรณ์ การจัดการน้ำทำนาปรัง เป็นกิจกรรมที่สนองความต้องการเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ให้มีข้าวเพียงพอกับความต้องการของครอบครัว ชุมชน ดังนั้น จึงได้รับความร่วมมือจากสมาชิกสหกรณ์ด้วยดี ๖) คุณธรรมนำการดำเนินชีวิต การดำเนินชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด คือ ความขยัน ความอดทน ความสามัคคี เสียสละ ความประหยัด และอดออม ได้รับการปลูกฝังมาจากลัทธิคอมมิวนิสต์แม้ยามวิกฤตก็ไม่ท้อถอยและ ๗) การมีองค์กร คือ สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด เข้ามาบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ซึ่งปัจจุบันมี มีสมาชิกจำนวน ๖๙๒ คน แบ่งงานออกเป็น ๗ เขต กระจายงาน กระจายคนให้รับผิดชอบชัดเจน มีการกำหนดกฎระเบียบในการปฏิบัติงาน

          ๒.๒ การบริหารจัดการน้ำทำนาปรังตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง จากการวิจัยทำให้ทราบว่า สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด ยึดหลักการพึ่งตนเอง ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้

          ๑. ความพอประมาณ การบริหารจัดการของสหกรณ์ ในการจ่ายเงินยืมเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการ และการนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่จะยืมเงินไปใช้จ่ายพัฒนาอาชีพส่วนการจ่ายเงินกู้ สหกรณ์จะจ่ายเป็นวัสดุทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ข้าว ยาเคมีการเกษตร ยาฆ่าแมลง ซึ่งจะจ่ายตามที่ใช้จริง จำนวนต่อไร่ เป็นต้น
          ๒. ความมีเหตุผล การจัดการน้ำทำนาปรังเป็นกิจกรรมของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำตั้งอยู่ บนหลักของความมีเหตุผล เพื่อให้สมาชิกมีข้าวรับประทานตลอดปี และสหกรณ์ยังได้มีข้อตกลงกับสมาชิกว่า หลังจากยืมเงินไปพัฒนาอาชีพเมื่อขายผลผลิตแล้วให้นำเงินส่งสหกรณ์ โดยไม่ต้องออกใบเตือนหนี้ จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายค่าตอบแทนผู้ส่ง ค่าเบี้ยเลี้ยง ทำเงินเหลือให้สมาชิก
          ๓. การมีภูมิคุ้มกันการดำเนินงานทุกอย่าง ให้สมาชิกมีส่วนร่วม เช่น การสำรวจความต้องการของสมาชิกก่อนนำสินค้ามาจำหน่าย ทำให้สินค้าไม่เหลือค้าง ไม่รับเงื่อนไขส่วนลดกับบริษัทที่มาเสนอสินค้า และแบ่งหน้าที่ให้หัวหน้าเขตดูแลรับผิดชอบสมาชิก คลองส่งน้ำ เก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้า และการกระจายน้ำ
          ๔. คุณธรรมการพึ่งตนเองด้วยความเข้มแข็ง ของการจัดการน้ำทำนาปรัง ชาวตำบลคูซอดได้รับการปลูกฝังมาจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้มีความเข้มแข็ง มุ่งมั่นทำงานด้วยความขยันไม่ท้อถอย กลับมีความอดทน มานะสู้ชีวิต คือ คุณธรรม ความสามัคคี ความขยัน ความอดทน และความเสียสละของสมาชิก
          ๕. ความรู้สหกรณ์จัดให้มีการศึกษาอบรม เรื่อง การประกอบอาชีพให้กับสมาชิกปีละ 2 ครั้ง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าวของสมาชิก เพื่อการปรับสภาพดิน เบื้องต้นให้ความรู้แนะนำให้ทดลองใช้ประมาณ ๑ ไร่ เมื่อได้ผลดีจึงขยายพื้นที่ และจัดชุมคณะกรรมการเดือนละครั้งเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

๓. แนวทางการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรัง แนวทางการจัดการเรียนรู้สืบทอดหลักการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำส่วนแนวทางการเรียนรู้
สืบทอดการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะจำกัด โรงเรียนและชุมชนควรร่วมกันจัดทำหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ใช้จัดการเรียนในโรงเรียน หลักสูตรการทำนา การจัดการน้ำ พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งเรียนรูและศึกษาดูงาน
สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การจัดการนำทำนาปรัง การจัดการน้ำไปในโรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

๑๐. อภิปรายผลการวิจัย

การวิจัย เรื่องการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังเพื่อการพึ่งตนเองของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด มีข้อเสนอแนะที่ควรนำมาอภิปรายผล ดังนี้
๑. จากการศึกษาประวัติและพัฒนาการการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด พบว่าชาวบ้านตำบลคูซอดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วย อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำมูล ประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้ง เกิดยากจน จึงไปทำนาปรังที่กุดเตอะลำน้ำสาขาแม่น้ำมูล มีคนไปทำนาปรังมากขึ้นแกนนำร่วมกันสร้างทำนบกั้นน้ำกุดเตอะบริเวณที่ไหลลงแม่น้ำมูล แบ่งปันพื้นที่ทำนา และจัดทำสหกรณ์ร้านค้า เป็นช่วงที่เกิดสงคราม จึงถูกเพ่งเล็งจากภาครัฐ ทำให้คณะกรรมการสหกรณ์ร้านค้าถูกจับกุมและปิดกิจการ แต่การจัดการน้ำทำนาคงทำต่อไป ปี ๒๕๒๖ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพลังงานแห่งชาติซื่อเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และสร้างคลองส่งน้ำไปตามไร่นา หลังจากนั้นจึงจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านเวาะ จำกัด ในด้านพัฒนาการของสหกรณ์ 
     ๑) การหากินเลี้ยงชีพและการปลูกข้าวนาปรัง ที่กุดเตอะ 
     ๒) ผู้นำชุมชนการสร้างทำนบกันน้ำและแบ่งปันที่ทำนาปรัง 
     ๓) การใช้เครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและสร้างคลองส่งน้ำมาช่วยในการทำนา 
     ๔) การจัดตั้งสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด สอดคล้องกับนักวิชาการกล่าวว่า สหกรณ์ที่ตั้งขึ้นเป็นองค์กรธุรกิจสังคม ดำเนินการโดยสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน เพื่อให้ความเป็นอยู่ของสมาชิกและชุมชนให้ดีขึ้น ยึดหลักการพึ่งตนเอง ความสมัครใจ ประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเป็นธรรมและหลักการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการทำงาน (ประดิษฐ์ มัชฌิมา, ๒๕๕๑, หน้า ๑

๒. หลักการพึ่งตนเองที่เข้มแข็งและยั่งยืน ในการบริหารจัดการน้ำพบว่าการมีผู้นำที่มีความรู้และประสบการณ์ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน การมีกองทุนพัฒนา ชาวบ้านเรียนรู้ตนเองเข้าใจสังคมและสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ กิจกรรมการจัดการน้ำและทำนาปรังสนองความต้องการของชุมชน คุณธรรม ความขยัน ความอดทน ความสามัคคี เสียสละประหยัดและอดออม การมีองค์กรคือสหกรณ์บริหารด้วยคณะกรรมการสอดคล้องกับ วิบูลย์ เข็มเฉลิม กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการพึ่งตนเอง จำเป็นต้นสร้างการเรียนรู้ขึ้นมา เพื่อทำให้ชาวบ้านได้มีวิธีคิด วิธีวิเคราะห์ปัญหา และการเรียนรู้ที่สำคัญคือการจัดการ เพราะการจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาเพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ (วิบูลย์  เข็มเฉลิม, ๒๕๔๙, หน้า ๔๑-๔๖) แนวทางการจัดการเรียนรู้สืบทอดหลักการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำส่วนแนวทางการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเองในการบริหารจัดการน้ำของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด โรงเรียนและชุมชนควรร่วมกันจัดทำหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใช้จัดการเรียนในโรงเรียน หลักสูตรการทำนา การจัดการน้ำ สร้างแหล่งเรียนรู้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงาน สอดคล้องกับ เสรี พงศ์พิศ ที่กล่าวถึงสามขั้นของการแก้ปัญหาความยากจน คือ ขั้นที่ ๑ รอด เป็นการระเบิดจากภายในลุกขึ้นมาจัดการกับชีวิต เศรษฐกิจ หนี้สิน ดิน น้ำ ป่า ข้าวปลา อาหาร การออม การผลิต ฯลฯ ขั้นที่ ๒ พอเพียงคือมีความสุขตามอัตภาพ อยู่พอดี กินพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่โลภ ไม่เบียดเบียนคน ธรรมชาติ ทำมาหากินร่วมกัน และขั้นที่ ๓ ยั่งยืนหมายถึงอยู่อย่างมั่นคง ระบบเศรษฐกิจพึ่งตนเองได้ สามารถจัดการกินการอยู่ได้อย่างพอเพียง (เสรี  พงศ์พิศ, ๒๕๕๖, หน้า ๕๓-๕๙)

๑๑. สรุปและข้อเสนอแนะ

     ๑. สรุป
     ชาวตำบลคูซอดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาวและส่วย อพยพมาอยู่บริเวณที่ชุมชนเก่าที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บริเวณลุ่มน้ำมูล เขตอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพทำนา และได้สร้างประวัติศาสตร์การจัดการน้ำทำนาปรัง และมีพัฒนาการมาเป็นสหกรณ์ในปัจจุบัน เบื้องต้นประสบปัญหาน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ราษฎรอดอยากยากจน ชาวบ้านได้ไปทำนาปรังที่

กุดเตอะได้ผลดีมีคนเข้ามาทำนาปรังมากขึ้น จนมีการรวมกลุ่มกันตามธรรมชาติ โดยผู้นำได้เข้ามาพัฒนาทำนบกั้นน้ำ ขุดคลอง ให้มีน้ำเพียงพอต่อการทำนา โดยได้รับแนวคิดและสนับสนุนงบประมาณ จากนักการเมืองที่มีหัวก้าวหน้า รวมทั้งการตั้งสหกรณ์ร้านค้า ช่วงนี้รัฐไทยส่งทหารไปช่วยรบในสงครามเกาหลี นักการเมืองท้องถิ่นเป็นฝ่ายต่อต้านสงคราม อยู่ขบวนการสันติภาพถูกรัฐเพ่งเล็ง เป็นเหตุให้คณะกรรมการสหกรณ์ถูกจับจำคุกโดยไม่มีความผิด ฐานเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หลังจากนั้นสหกรณ์ถูกปิด แต่การจัดการน้ำของชาวบ้านยังดำเนินงานต่อไป ภายหลังได้รับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และขุดคลองส่งน้ำไปในที่นา หลังจากนั้นจึงจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

พัฒนาการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังของสหกรณ์ คือ ระยะที่หนึ่งชาวบ้านหาปลาและทำนาปรังที่กุดเตอะ ระยะที่สองการรับแนวคิดและการสนับสนุนจากนักการเมือง ระยะที่สามการนำเทคโนโลยี คือ เครื่องสูบน้ำและการขุดคลองมาใช้ในการจัดการน้ำทำนา และระยะที่สี่การตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านเวาะ จำกัด หลักการพึ่งตนเอง ได้แก่ ๑) การมีผู้นำเป็นที่ยอมรับ ๒) การใช้ทรัพยากรที่มีตามธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น ๓) การมีกองทุนพัฒนาการจัดการน้ำ ๔) ชาวบ้านเรียนรู้ตนเอง เข้าใจสังคมและสถานการณ์ ๕) กิจกรรมที่สนองความต้องการแท้จริงของชาวบ้าน ๖) คุณธรรม ความขยัน ความอดทน ความสามัคคี เสียสละ ๗) การมีองค์กร คือ สหกรณ์ผู้ใช้น้ำเข้ามาจัดการอย่างมืออาชีพ สหกรณ์ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ด้านความพอประมาณ การยืมเงินจะจ่ายเป็นวัสดุอุปกณ์ทางการเกษตร ความมีเหตุผลเมื่อขายผลผลิตแล้วให้นำเงินส่งสหกรณ์ โดยไม่ต้องออกใบเตือนหนี้ จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายการมีภูมิคุ้มกันโดยสำรวจความต้องการสมาชิก ก่อนนำสินค้ามาจำหน่ายทำให้สินค้าไม่เหลือค้างคุณธรรมความขยัน อดทนสามัคคีเสียสละของสมาชิก การศึกษาอบรมเรื่องการประกอบอาชีพให้กับสมาชิกแนวทางการเรียนรู้สืบทอดการพึ่งตนเอง ในการบริหารจัดการน้ำทำนาปรังจัดทำหลักสูตรการจัดการน้ำใช้สอนในโรงเรียนหลักสูตรการทำนา พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและศึกษาดูงาน

     ๒. ข้อเสนอแนะ
     ๒.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสหกรณ์ ควรผลักดันการจัดทำแผนแม่บทชุมชนเกี่ยวกับการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรส่งเสริมอาชีพการปลูกพืชอายุสั้น ปลูกข้าวโพด พริก ถั่ว พัฒนาแหล่งน้ำในท้องถิ่นให้สู่สู่นโยบายขององค์การบริหารส่วนตำบล
     ๒.๒ ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการโรงเรียนและสหกรณ์ ควรจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การจัดการน้ำ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักและภูมิใจในการจัดการน้ำของท้องถิ่นสหกรณ์ และชุมชนควรร่วมกันจัดทำระเบียบการใช้น้ำอย่างประหยัด
     ๒.๓ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ควรวิจัยเรื่อง แนวทางการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ เพื่อการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนและควรจัดทำวิจัยเพื่อเปรียบเทียบการบริหารการจัดการน้ำทำนาปรัง ระหว่างตำบลหรือพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม

๑๒. เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการ. (๒๕๕๕). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙.กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.

คณะกรรมการร่วมอนุรักษ์ป่าทามมูล. (๒๕๔๓). ข้อมูลจำเพาะเขื่อนราษีไศล. เครือข่ายลุ่มน้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.(เอกสารอัดสำเนา)

ประดิษฐ์  มัชฌิมา. (๒๕๕๑). องค์ความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ณชพงศ  จันจุฬา. (๒๕๕๒). การจัดการน้ำแบบรัฐและแบบชาวบ้านในพื้นที่ตำบลกาเยาะมาตี อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.

ศิริพร  โคตะวินนท์. (๒๕๔๓). ผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนชายขอบ กรณีศึกษาฝายราศีไศล หมู่บ้านแม่มูลยั่งยืน ๒ และ ๓. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

วิบูลย์  เข็มเฉลิม. (๒๕๔๙). การเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองของชุมชน. ใน แผนแม่บทชุมชน ประชาพิจัยและพัฒนา. (หน้า ๔๑-๔๖). กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์.

เสรี  พงศ์พิศ. (๒๕๕๐). เศรษฐกิจพอเพียงเกิดได้ ถ้าใจปรารถนา. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์.

๑๓. ข้อมูลผู้วิจัย

ชื่อ ทองคำ  ชัยชาญ

วัน เดือน ปี เกิด ๑๒ เมษายน ๒๔๘๗

ที่อยู่ปัจจุบัน ๔๓ บ้านโนนสำนัก (ชุมชนโนนสำราญ) หมู่ที่ ๑๑ ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

การศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๒ ศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) วิชาเอกการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

            พ.ศ. ๒๕๕๘ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) สาขาการพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

Comments